TAIPEI, TAIWAN

“ไต้หวัน” ดูเหมือนเป็นประเทศลูกครึ่งทางความรู้สึก เพราะเป็นส่วนหนึ่งของจีน (แม้ไต้หวันไม่อยากจะยอมรับ) แต่ก็มีวัฒนธรรม วิถีชีวิตบางอย่างที่ออกไปทาง “ญี่ปุ่น” หลายคนที่ไปไต้หวันกลับมาจึงบอกว่า “ประทับใจ” ไปแล้วก็อยากไปซ้ำ อากาศก็ดี อาหารก็อร่อย ธรรมชาติก็งดงาม เหมือนรูปปกที่เห็น
เป็นรูปจากจุดไหน ใครรู้บ้างครับ ยกมือหน่อย!!
 
JiuFen Old Street 九份老街
ไต้หวันมีค่าครองชีพและค่าเงินใกล้เคียงกับไทย เที่ยวได้สบายๆ ครับ ยิ่งไต้หวันประกาศต่ออายุ “มาตรการฟรีวีซ่า” ให้กับคนไทยไปอีก 1 ปี อยู่ไต้หวันได้ไม่เกิน 14 วัน (จากเดิม 30 วัน) คิดถึง “ชาไข่มุก” เมื่อไรก็บินกลับไปกินได้ง่ายๆ
ทริปนี้กานต์บินกับ EVA Air สายการบินแห่งชาติไต้หวัน ซึ่งระยะหลังทำราคาได้น่าพอใจมาก จองผ่าน Traveloka    เช่นเคยครับ จองผ่านแอพก็ได้ หรือใช้ลิงก์นี้จองตั๋วเครื่องบินไปไต้หวันได้เลยครับ  https://www.traveloka.com/th-th/flight-to-taiwan    เมื่อเลือกเส้นทางบิน และใส่วันที่เดินทางไปกลับเรียบร้อยแล้ว หน้าจอจะแสดงผล บรรดาสายการบินที่อยู่ในลิสต์ที่ให้บริการทั้งหมดออกมาครับ พร้อมราคาที่ลดแล้ว เรียงลำดับผลตามราคาก็จะเห็นชัดขึ้น ว่าควรเลือกสายการบินไหน จากนั้น ก็ทำการจอง อย่าลืมตรวจสอบโปรโมชั่นเรื่อยๆ นะครับ ทราเวลโลก้า มักจะมีโปรส่วนลดราคาตั๋วออกมาตลอดๆแนะนำว่าจองผ่าน แอพพลิเคชั่น จะดีกว่านะครับ
จุดเด่นอีกอย่างของการจองกับ  Traveloka คือ ถ้าเราจองตั๋วเครื่องบินไปกับ Traveloka ไม่ว่าจะสายการบินไหนๆ เดินทางไปประเทศไหน ก็มั่นใจได้ เพราะว่ามีเส้นทางให้เลือกครอบคลุมเรียกได้ว่าทั่วโลกเลยทีเดียว รับรองว่าไม่มีตั๋วผีแน่นอน จ่ายเงินไปยังไงก็ได้บิน ที่สำคัญคือมี Call Center ถ้าหากมีปัญหาอะไร ก็มีคนคอยรับโทรศัพท์แบบ 24 ชั่วโมง
EVA Air สีสันสดใสมากครับ ใช้เครื่องแบบ Boeing 777-300ER ที่นั่งจะแบ่งเป็นหลายระดับชั้น ที่เห็นจัดเบาะที่นั่ง 2-4-2 จะเป็น Premium Economy ครับ จะกว้างกว่าชั้นประหยัด (Economy) ทั่วไปซึ่งจะจัดเป็น 3-4-3 พร้อมการอำนวยความสะดวกต่างๆ นาๆ หน้าจอแบบทัชสกรีน ใช้เวลาบินประมาณ 4 ชั่วโมงเศษๆ ผมสังเกตว่า อาหารของชั้น Premium Economy เมนูจะไม่เหมือนชั้นประหยัดเสียทีเดียว
เบาะที่นั่งชั้น Premium Economy ขนาด Pitch 38 Width 19.3 ซึ่งกว้างกว่าชั้นประหยัด Pitch 33 Width 18.3 ดังนั้นระยะวางที่พักขาถือว่าสบายและกว้างกว่าชั้นประหยัดทั่วไปครับ พอปรับเอนนอนถือว่ากำลังดีครับ
เป็นบล็อกที่ถัดจาก BC ครับ ถือว่าได้ออกเร็วยิ่งนั่งโซนหน้ายิ่งดีครับ มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกเป็นหูฟังแบบที่ครอบ ซึ่งต่างจากชั้นประหยัดจะเป็นแบบปลั๊ก หน้าจอเป็นทัชสกรีน มีหนังไทยและหนังพากษ์ไทยเล็กน้อย แต่ไม่ได้ดูเลยครับ เล่นเนตตลอดเลย มีไวไฟแบบเสียเงินบริการบนเครื่องครับ
กานต์ไปไต้หวันมา 14 วันเต็มวีซ่าครับ เที่ยวพักผ่อนยัง 3 เมืองหลักคือ ไทเป เกาสง ไทจง เป็นการเที่ยวไต้หวันสไตล์ KΔNT มีความไปเรื่อยๆ ไม่รวบรัด ไม่รีบเร่ง ไม่รุกเร้า เข้ากับคอนเซปต์ LEISURE TRAVEL ของเราดี ผมตั้งหลักที่เมืองเป่ยโถว เมืองน้ำพุร้อน เพราะอยากจะไปนอนแช่ออนเซ็นที่นั่น จากนั้น ถ้าอยากจะออกไปเที่ยวที่ไหน เที่ยวในเมืองไทเปก็นั่งรถไฟฟ้า หรือถ้านอกเมืองหรือไปไกลๆ ก็จ้างคนขับรถให้ขับพาไป

 

 

เมื่อถึงสนามบินเถาหยวน รอรถมารับครับ ที่ไต้หวันไม่อนุญาตให้คนไทยเช่ารถขับเองแล้วนะครับตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ดังนั้น ติดต่อหาบริษัทเช่ารถได้เลยครับ ถ้ามาหลายคนหารกันยิ่งประหยัดและสบายกว่ามาก จากท่าอากาศยานนานาชาติ ไต้หวัน เถาหยวน ไปเมืองเป่ยโถวไม่ไกลครับประมาณ 45 กิโลเมตร ขับสบายๆ ดูเมืองไปเรื่อยๆ

 

 

 

EP 1 นี้ อยู่กันแถบไทเปและใกล้เคียงครับ เวลามีเยอะ เก็บได้ค่อนข้างครบ ทั้งสายธรรมชาติ สายประวัติศาสตร์ สายกิน รวมถึง Photo Spot ทั้งหลาย ไปสอยมาแล้วหมด ทริปนี้ตั้งจะว่าจะเป็น “รถทริป” มีการเดินทางที่หลากหลาย ทั้งรถยนต์ รถไฟ รถเมล์ก็มี เนื่องจากสถานที่ที่ไป หลายจุดค่อนข้างไกล เดินทางลำบากไปก็ดูเหมือนจะไม่ใช่แนวกานต์แต่ถ้าไปใกล้ๆ เที่ยวในเมือง นั่งรถไฟฟ้า ต่อรถเมล์ สบายๆ เลยครับ เน้นพักแบบไม่ต้องเก็บกระเป๋าบ่อย จะได้ไม่เหนื่อย ไม่เสียเวลา จนเกินไป

 

แต่ที่ชอบสุดคือคาเฟ่ ไปมาเยอะมาก เก๋ๆ ทั้งนั้น เลยตั้งใจว่าจะแยกเขียนเรื่องคาเฟ่ในไทเปขึ้นต่างหาก ผมชอบไปดูงานศิลป์ตาม Art Space ต่างๆ รู้เลยว่า “วงการศิลปะในไต้หวันไปไกลมาก” ทุกภาคส่วนต่างช่วยกันสนับสนุน มีการเปิดพื้นที่สาธารณะให้กับนักศึกษาได้มาแสดงผลงานดีๆ
… หันมามองบ้านเราตอนนี้สิ จะได้หอศิลป์แต่ละที ต้องร้องขอจนเลือดตาแทบกระเด็น!!
กานต์ชอบโรงแรมที่เลือกนอนมาก อยู่ที่เป่ยโถว เป็นเมืองน้ำพุร้อน ใกล้ไทเป เที่ยวมาเหนื่อยๆ อยากหายเมื่อยก็แช่น้ำร้อน เพราะในห้องนอนมีออนเซ็นส่วนตัวนี่แหละ แก้ผ้าวนไปก็คงไม่มีใครว่า …. ถ้าไม่ออกมายืนนอกระเบียง
คอยดูนะ …. ไทเปจะต้องตะลึง!!
ธรรมชาติ อากาศ อาหาร และงานศิลปะ ผมว่าคือเสน่ห์ของไต้หวันที่ทำให้คนอยากไป และคนที่ไปก็อยากไปซ้ำอีก

 

เป่ยโถว (Beitou) เป็นเมืองน้ำพุร้อน อยู่ทางตอนเหนือของไทเป จะเรียกว่าเป็นเมืองตากอากาศ เมืองสุขภาพก็ว่าได้ เพราะไฮไลท์คือน้ำแร่ธรรมชาติ และความเขียว ความสงบเงียบ คนไม่เยอะมาก อยู่ไม่ไกลจากไทเป สามารถพักไทเปแล้วมา One Day Trip ที่ Beitou ได้สบายๆ นั่งรถไฟมาจากไทเปได้เลย หรือใครต้องการมาพักผ่อนแบบกานต์ เลือกใช้วิธีเดียวกันก็ได้ คือพักโรงแรมที่ Beitou เป็นหลัก เราจะได้แช่น้ำร้อน นอนออนเซ็นกันทุกคืน เพราะส่วนใหญ่โรงแรมจะมีน้ำพุร้อนในตัว เพราะน้ำพุร้อนถือว่าเป็นจุดขายของ Beitou แต่จะเป็นห้องส่วนตัวหรือบ่อรวมก็แล้วแต่งบประมาณครับ

 

กานต์เลือกพักที่ 北投老爺酒店 Hotel Royal Beitou สามารถจองผ่าน Traveloka ได้เลยที่ลิงก์นี้ครับ https://www.traveloka.com/th-th/hotel/taiwan/hotel-royal-beitou-1000000487069

 

 
 
 จริงๆ พักห้อง Deluxe ก็พอครับ เพราะห้องกว้างมากกกกก และมีอ่างแช่น้ำพุร้อนออนเซ็นส่วนตัวในห้องทุกห้อง แถมยังเข้าเล้าจน์ได้เหมือนกัน ยิ่งนอนหลายคืน งบก็ยิ่งบาน จะจ่ายแพงกว่าทำไม เก็บตังค์ไว้กินชาบูดีกว่า 555+
ที่นี่จะเป็นโรงแรมเน้นเรื่องการดูแลสุขภาพและพักผ่อนครับ ตกแต่งอย่างหรูหรา กานต์ว่าจะแยกทำรีวิวโรงแรมอีกต่างหากอีกตัว เผื่อเป็นไกด์ไลน์สำหรับใครที่สนใจ อยากได้โรงแรมเก๋ๆ คลูๆ ดูรักษ์สุขภาพ แถมยังรักโลกด้วย เพราะในห้องจะมีต้นไม้เล็กๆ เรียกว่า “aromatic plants” เผื่อสร้างความผ่อนคลาย แถมมีบริการเครื่องดื่มเผื่อสุขภาพและผลไม้ให้ฟรีในห้อง มีชาสมุนไพรเพื่อสุขภาพที่ทำจากพืชที่ปลูกในเรือนกระจกของทางโรงแรมคอยให้บริการ มินิบาร์ทานได้ทุกอย่างไม่มีชาร์จเพิ่ม หรือจะขึ้นมาทานขนม จิบชา อ่านหนังสือบนคลับเล้าจน์ก็ได้ครับ อาหารเช้าก็เลิศมาก ยกนิ้วให้เลย
 
ผ่อนคลายไปกับบ่อน้ำพุร้อนในห้องนอนของตัวเอง บ่อใหญ่มาก สามารถแช่พร้อมกันได้ 2 คน เปิดเพลงคลอเบาๆ จุดอโรมาไปด้วย เท่านี้ก็ได้สร้างบรรยากาศของการพักผ่อนที่มากขึ้นไปอีกแล้วครับ
เป่ยโถว (Beitou) เป็นเมืองเล็กๆ แต่ร่มรื่นมาก คราวก่อนที่มาไทเป กานต์แค่มา One Day Trip ที่นี่ ครั้งนี้เลยตั้งใจพักยาวเลยครับ ไฮไลท์ของเมืองนอกจากสวนสาธารณะ และโรงอาบน้ำสาธารณะแล้ว ยังมีห้องสมุดที่สวย ร่มรื่น และใหญ่มาก Taipei Public Library Beitou Branch สร้างจากไม้ซี่ที่ก่อกันเป็นอาคารขนาดใหญ่ รายล้อมด้วยต้นไม้สีเขียว มี 4 ชั้น คิดดูละกันต้นไม้สูงขนาดไหน ที่นี่เคยได้ชื่อว่าเป็นห้องสมุดติดอันดับโลกในเรื่องความการก่อสร้างสถาปัตยกรรมที่สวยงาม ว่างๆ ก็มานั่งอ่านหนังสือที่นี่ครับ

 

จากเป่ยโถว ไม่ไกลนักจะเป็นท่าเทียบเรือชาวประมงตั้นสุย (Tamsui Fisherman’s Wharf) มีลักษณะเป็นปากแม่น้ำตั้งอยู่ทางตอนเหนือของตำบลตั้นสุย (Tamsui District, New Taipei City) เป็นศูนย์กลางของการจัดส่งสินค้าและเขตการค้าสำคัญทางตอนเหนือของไต้หวัน ต่อมาได้มีการพัฒนาให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวและพักผ่อนหย่อนใจของคนท้องถิ่น และมีไฮไลท์คือการชมวิวพระอาทิตย์ตกที่ติดอันดับสวยที่สุดในไต้หวัน บนสะพานแห่งความรัก (Tamsui Lover’s Bridge, 情人橋) มีลักษณะเป็นสะพานเดินเท้าทรงโค้งสีขาวและเสาสูงที่โยงสายเคเบิลคล้ายกับเรือใบที่กำลังกางใบ ทอดยาวไปเหนือน้ำทะเล ซึ่งจะมีการเปิดไฟในตอนกลางคืนเพื่อความสวยงามและเพิ่มบรรยากาศโรแมนติกมากยิ่งขึ้น

 

รูปนี้ที่เห็นลิบๆ เป็นโรงแรม Fullon Tamsui Fishermen’s Wharf ที่เคยถ่ายทำรายการมาสเตอร์เชฟไทยแลนด์ ซีซัน 3 พอจะจำได้ไหมครับ

 

 

ตั้นสุ่ย นอกจากมีทะเลแล้ว ยังมีวัดที่สวยที่สุด และเก่าแก่ที่สุดในภาคเหนือของไต้หวัน นั่นคือวัดกวนตู้(Guandu Temple, 關渡宮 ) ครับ เป็นวัดที่ตั้งอยู่บนเนินเขาใกล้กับรถไฟฟ้าใต้ดินสถานี Guandu ตั้งใจจะมาไหว้พระขอพรที่นี่ เพราะมีชื่อเสียงด้านการให้ร่ำรวยและโชคดีในด้านการค้าขาย

 

 

 

 

สถาปัตยกรรมและการออกแบบวัดกวนตู้ มีความโดดเด่นด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว บริเวณทางเข้าวัดจะมีเสาที่สลักอย่างงดงาม ปราณีต เป็นลวดลายมังกร สิงโตหินโบราณ ว่ากันว่าหากได้หยอดเหรียญไปในเสานี้และขอพรจะนำมาซึ่งความร่ำรวย  ด้านในเจาะเป็นอุโมงค์ยาวกว่า 80 เมตร มีการแกะสลักเหล่าเทพเจ้าเรียงรายตามทางเดินโ ดยเชื่อว่าจะสามารถปัดเป่าความชั่วร้ายทั้งหมดได้ อุโมงค์นี้จะนำไปสู่การนำสักการะองค์พระโพธิสัตว์กวนอิมที่อยู่ภายใน จากนั้นหันหลังให้องค์พระจะเจอกับจุดชมวิวยอดนิยมที่สามารถชมพระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตก รวมทั้งทัศนียภาพอันงดงามของแม่น้ำตั้มสุ่ยได้

 

 

ผิงซี – สือเฟิ่น – จิ่วเฟิ่น

สามสถานที่ผมจัดแพ็กรวบเอาไว้ให้เที่ยวตามนี้ได้เลยครับ เริ่มจากเช้าๆ มาเดินเล่นที่ เส้นทางรถไฟสายเก่าสายผิงซี (Pingxi Line, 平溪線) เส้นทางสายรถไฟสายสั้นๆ ที่มีความเก๋ด้วยอาคารสถานีเก่า มีบ้านเรือนร้านค้า อยู่ริมทางรถไฟ เปิดให้บริการตั้งแต่ยุคที่ประเทศญี่ปุ่นเข้ามาปกครองไต้หวันในช่วงปี 1921

เส้นทางรถไฟสายผิงซีดังมาจากที่มีหนังรักโรแมนติกของไต้หวันเรื่อง “You Are the Apple of My Eye”มาถ่ายทำที่นี่ คนจึงนิยมมาตามรอยและเขียนกระบอกไม้ไผ่ขอพรไว้เป็นจำนวนมาก

 

 
นักท่องเที่ยวมักนิยมนั่งรถไฟเพื่อชมความงามตามธรรมชาติของสองข้างทาง ระหว่างที่นั่งรถไฟเล่น แต่ถ้าขับรถมาก็จะเห็นวิวแบบนี้ที่เต็มตากว่า ระหว่างมาที่ซือเฟิ่น (Shifen) จอดรถไว้ฝั่งตรงข้ามแล้วเดินข้ามสะพานแขวนมา กลางสะพานแวะถ่ายรูปได้ครับ
 
สถานีซือเฟิ่นเป็นสถานียอดฮิตของเหล่านักท่องเที่ยว คนเดินทางโดยรถไฟเยอะมากๆๆๆๆๆๆ ดูจากรูปเอาก็พอรู้ นี่ขนาดว่าเป็นวันธรรมดานะ ลักษณะเด่นของซือเฟิ่นคือมีเส้นทางรถไฟที่ตั้งคู่ขนานไปกับถนนโบราณซือเฟิ่น (Shifen Old Streets, 十分老街) เดินๆ กินๆ ทั้งวัน ทั้งยังมีความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมในอดีตของไต้หวัน  ปล.ไก่ยัดไส้ข้าวเหนียวข้างสถานีรถไฟอร่อยจริง 65 บาท
 
ชอบรูปนี้ ผมถ่ายที่ “ซือเฟิ่น” เป็นอีกหนึ่งสถานีที่ผู้คนนิยมปล่อยโคมลอยกระดาษ
ถัดมาไม่ไกลจากซือเฟิ่น บางคนบอกเดินได้ แต่ผมว่าไม่น่าเดินครับ มีหอบแน่นอน ไปต่อกันที่ น้ำตกซือเฟิ่น (Shifen Waterfall, 十分大瀑布) เป็นน้ำตกที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของไต้หวันและเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ฮิตมาก คนมาเยอะมาก เพราะสวยมาก
 
ส่วนรูปบนด้านหลังตรงภูเขา อดีตเคยเป็นโรงงานทองแดงเก่าครับ เราจอดรถที่ลานตรงนี้ เพื่อจะไปยังจุดชมวิวที่เห็นเป็นทะเลหยินหยาง (Yin-Yang Sea, 陰陽海) ซึ่งเกิดจากการรวมกันของน้ำทะเลและน้ำที่มาจากน้ำตกทองคำ ทำให้เกิดเป็นสีสันประหลาดตา สามารถใช้เป็นจุดที่แวะพักขาหลังจากนั่งรถมาได้สักพักครับ
น้ำตกทองคำ (Golden Waterfall, 黃金瀑布) คนไต้หวันเรียก “หวงจินพูปู้” เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติยอดฮิตอีกแห่ง ซึ่งต้องขับรถมาหรือต่อรถมาเองก่อนไปยังจิ่วเฟิ่นครับ น้ำตกตั้งอยู่เขตรุ่ยเฟิง (Ruifang District) ระหว่างภูเขาและชายฝั่งของเมืองนิวไทเป ดูเป็นน้ำตกที่มีขนาดไม่ใหญ่ แต่กลับมีความน่าสนใจทางด้านนิเวศวิทยาและประวัติศาสตร์เป็นอย่างมาก เพราะน้ำจะไหลลงจากภูเขาจี่หลง ผ่านเหมืองทองเก่า ตั้งแต่สมัยญี่ปุ่น แต่ว่าน้ำมีสีขุ่นๆ เหมือนสนิม เนื่องจากพัดพาเอาแร่ธาตุในพื้นดินที่มีการเจือปนของแร่โลหะลงมาด้วย มุมที่สวยคือตอนแดดส่องกระทบทำให้น้ำเป็นประกายระยิบระยับเป็นสีทองอร่าม จากนั้นน้ำก็จะไหลไปยังมหาสมุทรแปซิฟิกจากทางฝั่งทะเลหยินหยาง (Yin-Yang Sea, 陰陽海) เป็นจุดชมวิวที่สวยงามมากอีกแห่งครับ
 

 

 

ถึงแล้วจิ่วเฟิ่น เป็นการเดินทางมาที่นี่รอบที่ 4 แล้ว ครั้งหน้าว่าจะลองค้างที่นี่สักคืน แต่เสียดายโรงแรมดีๆ ไม่ค่อยมี ที่นี่เป็นเมืองโบราณ ไฮไลท์คือโคมแดงท่ามกลางสีเขียวของธรรมชาติ หลายๆ คนคงรู้อยู่แล้วว่าที่นี่เป็นหมู่บ้านโคมแดง ในหนังแอนิเมชั่นเรื่อง Spirited Away ของสตูดิโอจิบลิ ที่คนสร้างได้รับแรงบันดาลใจมาจากที่นี่นั่นเอง ตอนที่ Chihiro ตัวเอกของเรื่องหลงเข้าไปในหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยโคมแดง ก็คือจิ่วเฟิ่นนี่แหล่ะครับ จึงที่เป็นที่มาของฉากนั้น หลังจากที่การ์ตูนเรื่องนี้ได้รับรางวัลออสการ์ในปี 2002 ย่านจิ่วเฟิ่นก็ดังเป็นพลุแตก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวญี่ปุ่น ให้ความสนใจมาเยี่ยมชมความน่ารักของถนนเก่าสายนี้จึงเป็นที่มาว่าทำไมดังมาก นักท่องเที่ยวเยอะมาก

 

 

 

 

ครั้งแรกเลยที่มารู้สึกว่า ลำบากมาก ต้องต่อรถไฟหลายต่อ แถมขากลับต้องรอรถบัส ฝนก็ตก ยืนตากฝนวนไป ขนาดว่าช่วงแรกๆ ที่มาเที่ยวคนยังไม่เยอะเท่านี้ ยังรอรถเมล์ 2 ชั่วโมงได้ ถ้าเป็นตอนนี้ไม่ต้องพูดถึงครับ เบียดกันจนเดินแทบไม่ไหว ไหนจะซื้อของกิน ของฝาก ขนมอร่อยๆ เพียบเลย อันนี้ผมชอบ  แต่ถ้าจะให้ไปต่อคิวจิบน้ำชาที่ร้าน A Mei Tea House หรือร้านใดๆ บอกเลยว่า “บายจ้ะ” ขี้เกียจรอคิว คนเยอะจริงๆ แต่ถ้าใครไม่เคยมาก็แนะนำว่ารอสักครั้ง ไม่ค่อยอร่อยเท่าไร อาศัยกินบรรยากาศ

 

 
จิ่วเฟิ่นไลฟ์สไตล์ ที่นี่ก็มีอาหารสตรีทฟู้ดอร่อยๆ มากมาย ทั้งไอติมถั่ว บัวลอย และอื่นๆ อีกมากมาย
เข้าไทเป กันบ้างดีกว่า เรื่องของเรื่องคือไปอ่านรีวิวของคนไต้หวันมาบอกว่า แพนเค้กร้าน “Woosa” อร่อยมาก คนรอคิวเต็มร้านเลย Woosaパンケーキ 屋莎鬆餅屋-台北松菸店 เรื่องกินเรื่องใหญ่ นั่งรถเข้าไทเปเลยครับ มาถึงร้าน 10 โมงครึ่ง ได้คิวที่ 2 ยืนชั่วโมงนึงจนร้านเปิด ก็จะได้โต๊ะติดกระจกแบบนี้ ซึ่งมีแค่ “โต๊ะเดียว”
 
ลองสั่งเมนู Siganature มาชิม เป็นเลม่อนซูเฟล่ แพนเค้ก จับคู่กับกาแฟสูตรของทานร้า
แพนเค้กนุ่มมมมมลื้มมมมมมม ไอศครีมโฮมเมดก็เจ้มจ้น จนอยากจะสั่งเบิ้ล แต่อิ่มมากกกกก
 
ฝั่งตรงข้ามร้าน Woosa เป็น “ซงซาน ครีเอทีฟ พาร์ค” (松山文創園區) เป็นพื้นที่สำหรับจัดแสดงงานศิลปะหรือนิทรรศการต่างๆ มีร้านที่ขายสินค้าไลฟ์สไตล์ดีไซน์เก๋จากศิลปิน มีพื้นที่ Workshop งาน DIY มีร้านกาแฟ บรรยากาศร่มรื่นดีครับ
 

 

 

ผมว่าโชคดีที่ทางการไต้หวันให้การสนับสนุนเรื่องการสร้างสรรค์งานศิลปะ ผมจึงได้เห็น Creative Space, Art Space เยอะมากในไต้หวัน อย่างเช่นที่ Song Shan Cultural Park นี่ก็เหมือนกัน วันที่ไปมีการจัดแสดงงานศิลปะนิพนธ์ของนักศึกษาเยอะมาก

 

 

 

หมดเวลาไปเป็นวันกับการดูงานอาร์ต จิบกาแฟ วนอยู่แถวนี้ ชอบมากครับ

 
 

ภารกิจก่อนกลับเป่ยโถวอีกอย่างของวันนี้ คือการตามหา Hidden Place ในไต้หวัน

ด้านหน้าดูคล้ายว่าเป็นร้านตัดเสื้อผู้ชายสไตล์ผู้ดีอังกฤษ ตกแต่งร้านสไตล์เรียบหรู ดูไม่พูดเยอะ เจ็บคอ

 

 เปิดประตูร้านเข้าไป ก็ให้ความรู้สึกคล้ายกับว่า จะมาตัดสูทครับ มีอุปกรณ์ตกแต่งครบครัน ดูเผินๆ เหมือนร้านตัดเสื้อผู้ชายธรรมดา จนกระทั่งมารู้ว่า … มีความลับซ่อนอยู่หลังประตูบานหนึ่ง

เฮ้ยยยย ลุ้นอ่ะ คล้ายกับหนังเรื่อง Kingsman: The Secret Service

 

 

ประตูลับจะถูกซ่อนไว้ในห้องลองเสื้อ ซึ่งจะเปิดกันไปมาไม่ค่อยถูกหรอก มีหลายห้องเกิ้นนนน  แต่เมื่อเปิดถูกบาน มันจะนำไปสู่คาเฟ่!! เก๋มากกกกกกกก และสวยมากกกกกกกกกก เหมือนเป็นฐานปฏิบัติการลับด้านการขายชา กาแฟ และคุ๊กกี้ ที่ซ่อนตัวอยู่

 

 

พอละ ไม่เล่าเยอะ เดี๋ยวจะแยกไปเขียนเป็นอีกโพสต์นึงต่างหาก เพราะชอบมากร้านนี้ ถึงขั้นหอบหิ้วคุ๊กกี้ครบทุกรสที่มีขายที่ร้านกลับมาเมืองไทย
Huashan 1914 Creative Park (華山1914文創園區) สวนกลางเมืองชื่อดังที่นักท่องเที่ยวนิยมมาเก็บรูปกัน ถือเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ในการให้อิสระแห่งความคิดของศิลปิน อดีตเคยเป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตไวน์และยาสูบเก่าตั้งแต่ปี 1914 ก่อนจะมีปัญหาเรื่องการก่อมลพิษในกระบวนการผลิต จึงต้องย้ายฐานไปนอกเมืองแทน เหลือไว้แต่โครงสร้างอาคารเก่า ซึ่งอินดัสเทรียลของโรงงานก็มีความเก๋สไตล์ลอท์ฟ ผสมกับดีไซน์โมเดิร์นที่เสริมเข้ามา ก็ทำให้สถานที่แห่งนี้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น จากนั้นจึงมีการพัฒนาให้เป็นพื้นที่สาธารณะที่มีฟังก์ชั่นของศิลปะกับธรรมชาติเข้าไว้ด้วยกัน เราจึงได้เห็นคนไต้หวันมาพักผ่อนหย่อนใจที่นี่กันเยอะมาก
พื้นที่แห่งนี้ถูกพัฒนาขึ้นโดยรัฐบาลไต้หวัน ภายใต้นโยบายการสร้างให้ไทเปเป็นเมืองแห่งการออกแบบ จึงทำให้เกิดโมเดลคล้ายกันนี้ กระจายไปทั่วเมือง ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งรัฐ เอกชน ศิลปินผู้สร้างและผู้ชมงานศิลปะ  เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่น่ามาเที่ยวเมื่อมาไทเปครับ

 

 

พื้นที่ Outdoor จะเป็นสนามหญ้า และลานโล่งสำหรับจัดกิจกรรมกลางแจ้ง เอาขั้นบันไดมาแปลงเป็นสแตนด์สำหรับนั่งดูการแสดงสดของศิลปิน

ฟินมากอ่ะ!!
หัวค่ำ เราไปที่ย่านซีเหมิน แหล่งชอปปิ้งยอดฮิต แต่ก่อนจะเข้าไปละลายทรัพย์ ขอแวะอัพงานศิลปะกันสักหน่อยที่ The Red House (西門紅樓) อาคารเก่าฝีมือของสถาปนิกชาวญี่ปุ่นที่ออกแบบอาคารสไตล์ตะวันตก สร้างขึ้นมาเป็นร้อยปีแล้วตั้งแต่ค.ศ. 1908 และยังคงถูกอนุรักษ์เอาไว้เป็นอย่างดี ด้านในพัฒนาให้เป็นพื้นที่ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของคนรุ่นใหม่ มีโซนแสดงนิทรรศการ มีโรงหนัง ห้องสำหรับจัดแสดงดนตรี โรงน้ำชา ส่วนด้านนอกมีลานจัดกิจกรรมกลางแจ้ง เต้นท์ขายของแฮนด์เมด งานคราฟท์ งานอาร์ตทั้งหลาย หาดูได้ที่นี่ครับ
 
ย่านซีเหมินติง (Ximending) แหล่งช้อปปิ้งชื่อดังของไทเป
มาไทเป ทุกครั้ง ต้องแวะมาแถวนี้ Bopiliao Historical Block เป็นกลุ่มอาคารโบราณที่รีโนเวทใหม่ แต่รักษาไว้ซึ่งประวัติศาสตร์ของชุมชน มีงานศิลปะใหม่ๆ หมุนเวียนมาจัดแสดงตลอดเวลา และยังมีศูนย์เรียนรู้วัฒนธรรมไทเป หรือ “Heritage Culture Education Center of Taipei” คอยจัดแสดงนิทรรศการความรู้และประวัติศาสตร์ วิถีชีวิตคนไต้หวันสมัยก่อน โดยเน้นเรื่องการค้าขาย มีพื้นที่สำหรับกิจกรรม เช่น การแสดงดนตรี มีร้านค้าขายของที่ระลึก บางวันก็เจอกองถ่ายหนังบ้างละครบ้างมาถ่ายทำกันที่นี่ มาทีไรเจอทุกที
 
วัดหลงซาน

 

 

ถ้ามาไทเป นอกเหนือกว่าขอเนื้อคู่ ที่วัดหลงซานแล้ว ก็ต้องมาดูกันที่ “วัดขอผัว” เพราะวัดนี้มีชื่อเสียงมากในเรื่องของการหาคู่ครองขั้นแอดว๊านซ์ ซึ่งความแม่น!! ความเป๊ะ!! ปังเว่อร์นั้นถูกการันตีโดยชาวไต้หวัน ชาวเกาหลี และชาวญี่ปุ่นครับ ที่แห่แหนกันมาที่วัดแห่งนี้เพื่อปฏิบัติภารกิจส่วนตั๊ว ส่วนตัว!!

วัดแห่งนี้ชื่อว่า “เสียไห่เฉิงหวง” ไทเป (Taipei Xia Hai City God Temple) ตั้งอยู่ใจกลางเมือง อยู่ใกล้สถานีรถไฟใต้ดิน MRT Shuanlian Station สายสีแดง การเดินทางให้ออกที่ทางออกเลข 1 แล้วเดินตามถนน Mingsheng West จากนั้นให้เลี้ยวซ้ายแล้วเดินตรงไปอีกประมาณ 100 เมตรก็จะเห็นวัดอยู่ทางซ้ายมือ หรือสามารถนั่งรถบัสจากหน้าสถานีรถไฟใต้ดิน มาลงที่ป้าย Dihua Street ก็จะเกือบถึงเลย เดินทางสะดวกมากครับ

 

 

 

วัดแห่งนี้มีเทพประดิษฐานอยู่ภายในมากมายหลายองค์ ทำให้มีคนไต้หวันหลากหลายกลุ่มมาขอพรกันที่นี่ ตั้งแต่วัยรุ่นมาขอพรเรื่องความรัก ไปจนถึงเหล่าภรรยาที่มาขอพรเทพให้มีชีวิตคู่ที่ราบรื่นซึ่งความพีคมันอยู่ตรงนี้ครับ เท่าที่ได้คุยกับทางเจ้าที่วัดนั้นเล่าว่าเมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยวผู้หญิงชาวญี่ปุ่นคนหนึ่ง สามีนางเพิ่งเสียชีวิตไปได้ไม่กี่เดือน นางอยากจะมีสามีใหม่จึงได้เดินทางมาขอผัวที่วัดแห่งนี้ ปรากฏว่าทันทีที่กลับไปญี่ปุ่นนางได้สามีแล้วแต่งงานเลยครับ

โอ๊ววว แม่เจ้า ไวยิ่งกว่าไปซื้อสเลอปี้ในเซเว่น!!

นางได้ไปเล่าเรื่องนี้ออกอากาศทางทีวีที่ญี่ปุ่น ปรากฏว่า …. เรื่องนี้เป็นที่สนอกสนใจของสาว แก่ แม่หม้ายชาวญี่ปุ่น เกาหลี เป็นจำนวนมาก และพากันตามรอยสตรีนางนี้เพื่อที่จะได้มีผัวกับเค้าบ้างเลยเป็นที่มาของ “วัดขอผัว” อย่างที่เห็นนี้ครับ

เท่านี้ยังไม่พอ บางคนก็มาขอให้เทพท่านช่วย ให้สามารถกลับบ้านเร็วขึ้น เอาอกเอาใจคนเป็นเมียให้มากกว่านี้หน่อย ซึ่งคนที่มีสามีแล้ว นิยมบูชารองเท้านำโชคเป็นของที่ระลึกเพื่อให้ชีวิตคู่ราบรื่นด้วยครับ โดยเชื่อกันว่าเมื่อซื้อรองเท้าแล้ว ให้นำไปวนที่กระถางธูป 3 รอบจากนั้นให้เอากลับไปเก็บไว้ในตู้เสื้อผ้าห้องนอน หันหัวรองเท้าเข้าหาตู้จะทำให้สามีไม่หนีไปไหน!!

 

 

สาวๆ ใครมีแพลนมาไต้หวันช่วงนี้อย่าลืมเก็บวัดนี้ไว้ในเช็คลิสต์ด้วยนะครับ

 

 

จาก Taipei Xia Hai City God Temple มาต่อกันที่เมนูมื้อกลางวัน จาก 稻舍URS329 ร้านที่ไอเดียเก๋ๆ กับการดัดแปลงบ้านที่ก่อด้วยอาคารอิฐสีแดงอายุ 110 ปี ที่เคยเป็นธนาคารข้าวมาก่อน ให้กลายมาเป็นร้านอาหารที่มีวัตถุดิบหลักมาจากข้าวนานาพันธุ์  เมนูอาหารจะมีให้เลือกเป็นเซตครับ อย่างของผมที่เห็นนี้จะเป็นข้าว หอยเชลล์ ผัดผัก เลือดเป็ด และของหวาน นับเป็นนวัตกรรมใหม่ในการรับประทานอาหารของผมจริงๆ

 

เครื่องปรุงรสสูตรพิเศษบนโต๊ะอาหาร ขวดสีดำมีลักษณะเหมือนซอสที่หมักจากข้าว ส่วนขวดสีขาวเป็นน้ำมันข้าวสกัด
 
มาไต้หวัน ต้องแบ่งเวลาช่วงค่ำไว้เดินตลาดกลางคืน หรือว่า Night Market นะครับ มีเยอะมาก แต่ละแห่งก็มีเสน่ห์แตกต่างกันออกไป เช่น ตลาดกลางคืนซื่อหลิน – Shilin Night Market ก็เป็นตลาดใหญ่ เดินทางง่าย ของกินเยอะ

 

 

ตลาดกลางคืนซื่อต้า Shida Night Market แม้ว่าจะไม่คึกคักทางด้านร้านค้า แต่ด้านสายตา คึกมาก เพราะอยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัย National Taiwan Normal University น้องๆ มาเดินกันเพียบ ส่วนมากตลาดกลางคืนไต้หวัน จะคนเยอะ เพราะขึ้นชื่อเรื่องความอร่อย โดยเฉพาะร้านดังๆ อาจจะต้องรอคิวนานมาก อย่างที่ตลาด Miaokou Night Market ซึ่งเป็นตลาดชื่อดังของเมืองจีหลง ร้านหนึ่งที่มีคนต่อแถวกันยาวเหยียด อยู่ตรงบริเวณด้านหน้าตลาดเลย ล็อคหมายเลข 58 เป็นร้านขายแซนด์วิชมังสวิรัติ Nutritious Sandwich ครับ

 

 

 

ดูจากแถวที่ยาวเหยียดแล้วคาดว่าน่าจะอร่อยพอสมควรเลยไปต่อแถวบ้าง ใช้เวลารอไม่นาน ระหว่างนั้นก็สังเกตุเห็นแม่ค้า ใช้วัตถุดิบสดจากธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นแตงกวา มะเขือเทศ แล้วก็ราดด้วยซอสมายองเนส ทานกับขนมปังอบใหม่ครับ ชิ้นละ 55 ดอลล่าร์ไต้หวัน

 

 

 

ส่วนที่เห็นอยู่ในตะแกรงย่าง มีรูปทรงคล้ายไส้กรอกอีสาน แต่จะเรียกว่าเป็น “ไส้กรอกไต้หวัน” ก็ไม่ผิดครับ รสชาติคล้ายกับกุนเชียงแต่ลูกเล็กกว่าและเนื้อจะนุ่มกว่ากุนเชียงบ้านเราครับ รสชาติคล้ายกุนเชียงตรงที่มีความหวานนำตามด้วยเค็ม อร่อยดีเหมือนกันครับ

 

ทริปนี้ อาจจะไม่ได้เก็บแลนด์มาร์กอื่นๆ เพราะเคยไปมาแล้ว และยังไม่ได้อยากไปในครั้งนี้ แต่แนะนำว่าใครที่มาไต้หวันครั้งแรกควรไป เช่น พิพิธภัณท์พระราชวังแห่งชาติกู้กง (National Palace Museum, 國立故宮博物院) ทางเข้าเป็นอาคารขนาดใหญ่ที่มีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่งดงามตามแบบพระราชวังจีนโบราณโดยมีผนังสีเหลืองและหลังคาเซรามิคสีเขียว ที่สำคัญที่นี่มีการจัดแสดงสมบัติโบราณวัตถุและศิลปะต่างๆ จากทั่วโลก มากกว่า 700,000 ชิ้น ทำให้เป็นพิพิธภัณท์ที่มีการจัดแสดงโบราณวัตถุที่มากที่สุดในโลก และเป็นพิพิธภัฑณ์ที่ควรค่าแก่การเข้าชมติดอันดับต้นๆ ของโลก

 

 

นอกจากนี้ ไทเปยังมี อนุสรณ์สถานเจียงไคเชก (Chiang Kai-Shek Memorial Hall) เป็นหนึ่งสัญลักษณ์ของไต้หวัน

 

 

 

 

ตึกไทเป 101 Taipei 101 Landmark หลักแห่งใหม่ของไทเป เป็นตึกที่สูงที่สุดในไต้หวัน มีความสูงถึง 508 เมตร สามารถซื้อบัตรขึ้นไปชมวิวด้านบนได้

 

แต่หากจะให้เก๋ ต้องเดินไปขึ้นเขาช้าง (Xiangshan Elephant Moutain) เพื่อไปถ่ายรูปเมืองไทเปและตึกไทเป 101 แบบเต็มๆ เป็นจุดชมวิวที่สวยงามมากและเหนื่อยมากกกกกครับ