Soneva Kiri : Chapter 5 Eat Up!

ภาพมุมสูงที่เห็นเป็นเซ็นเตอร์ของ Soneva Kiri เกาะกูดครับ กิจกรรมและสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนใหญ่จะรวมไว้ที่นี่ โดยเฉพาะร้านอาหารที่มีให้เลือกหลากหลาย เพื่อเสริมทัพรับความต้องการของผู้เข้าพักที่มาจากทั่วโลก แขกบางท่านก็พักยาวเป็น Long stay ดังนั้น ทาง Soneva Kiri จึงมีตัวเลือกอาหารที่วาไรตี้ นำเสนอด้วยความลักชัวรี่ ที่มุ่งเน้นคุณภาพของมื้ออาหารนั้นๆให้เป็นมื้อสำคัญ และยังสร้างประสบการณ์ให้เราประทับใจในแต่ละมื้ออาหารอีกด้วย โดยทาง Soneva Kiri มีความภูมิใจนำเสนอวัตถุดิบที่ใช้เสิร์ฟในทุกห้องอาหารของที่นี่ว่ามีความสด ใหม่ สะอาด ปลอดภัยจากสารเคมี เพราะที่นี่ปลูกผักและผลไม้ไว้ให้แขกผู้เข้าพักได้ทานครับ (ติดตามอ่านเรื่อง ECO Centro ได้ที่ Chapter 6 : Sustainable Life ครับ)

 

Bar

 

 ตรงนี้จะมี Bar และ Pool กลางให้เราได้สัมผัสบรรยากาศธรรมชาติแบบชิลๆ ลมพัดเย็นสบายตลอดทั้งวัน เหมาะสำหรับคนชอบดื่มด่ำกับเสียงเพลงเบาๆ เคล้าเสียงนกและเสียงคลื่นครับ
 

Breakfast

มื้อเช้าของเรา ถูกจัดไว้ที่ห้องอาหารไดนิ่งรูม (Dining Room) มีให้เลือกทั้งไลน์อาหารบุฟเฟต์ที่จัดไว้เป็นซุ้ม เครื่องดื่มที่วางเรียงรายโดยเฉพาะ Infused Water  หรือจะสั่งจากพนักงานก็ได้ครับ รวมถึงมีอาหารบางจาน เครื่องดื่ม ชา กาแฟ สามารถเลือกจากเมนูได้เลย เรื่องมาตรฐานการให้บริการเราคงไม่ต้องเน้นย้ำ เพราะพนักงานที่นี่แม่นยำมาก 

มื้อเช้าเราเลือกโต๊ะที่หันหน้าออกไปยังอ่าวไทย เพื่อดื่มด่ำกับความบริสุทธิ์สดชื่นให้เต็มที่ การได้เริ่มต้นวันด้วยบรรยากาศที่ดี กานต์เชื่อว่า จะทำให้ตลอดทั้งวันนี้เป็น Perfect Day ครับ เช้านี้กานต์เริ่มต้นด้วย Lemon Infused Water ตามด้วยน้ำส้มคั้นสดครับ

นอกจากนี้ ยังมีมุมผักผลไม้สด สำหรับคลุกเป็นสลัด หรือทานผลสด หรือจะให้พนักงานสกัดเป็นน้ำผลไม้แยกกาก ดื่มกันสดๆ ตอนเช้าอีกด้วยครับ ถ้ามองด้วยตาเปล่า ผักผลไม้เหล่านี้บางอย่างอาจจะไม่สวยสักเท่าไรนะ แต่ที่เหนือไปกว่านั้น คือเป็นวัตดุดิบที่ปลูกกันเองในสวนของ Soneva Kiri

สั่งอาหารกับ Ever So Into Your Morning กันดีกว่าครับ 

เมนูอาหารเช้ามีให้เลือกหลากหลาย กานต์เลือกที่เป็น Signature Dish ของที่นี่ ทั้งสลัดแฮม และ Egg Benedict ซึ่งจัดอยู่ใน Collection เมนูไข่ เลือก Side dish เป็นเบคอนและเห็ดครับ รสชาตเข้มข้นดี ทุกเช้าพยายามลองสั่งเมนูใหม่ๆ มาทานจะได้เปลี่ยนบรรยากาศให้ไม่จำเจ

ใกล้กับ Dining Room จะเป็นห้องสำหรับ Cold Cuts หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นไส้กรอก,Ham, Cheeses และ Bakery ครับ ซึ่งจัดเก็บไว้ในอุณหภูมิที่เหมาะสม มีให้เลือกหลากหลายทั้ง  Parma Ham และ Blue Cheese, Goat Cheese 

Almond Croissant ของโปรดของกานต์เองครับ Bakery ที่นี่ดีหมดแป้งหอม นุ่ม ชุ่มเนยมากๆ ครับ

Parma Ham เสิร์ฟคู่กับผลไม้รสหวานหลากหลายไม่ว่าจะเป็นองุ่น ลูกแพร์ ลูกฟิกซ์ ลูกเกด ช่วยทำให้รสเค็มของพาร์ม่าแฮมจะตัดกับรสหวานฉ่ำของผลไม้ ทำให้เกิดมิติของรสชาติที่เข้ากันได้ดี หรือนำมาทานกับขนมปังก็เข้ากันดีครับ เรียกได้ว่าห้องอาหารไดนิ่งรูม (Dining Room) น่าจะเป็นสวรรค์ของคนรัก Cold Cuts นะครับ กานต์ก็คนนึงล่ะ รู้สึกประทับใจมาก 

 

Lunch

ถัดจากห้องอาหาร Dining Room จะเป็น So Chilled ครับ ทางรีสอร์ตวางคอนเซปต์ให้เป็นห้องอาหารแบบ All Day Dining ที่นำเสนอเมนูหลากหลายสัญชาติ ไทย จีน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส อิตาลี รัสเซีย เน้นเมนูทานง่ายๆ แต่อร่อยหมดทุกจาน เปิดเมนูมาเลือกยากมากครับ ผมฝากท้องกับมื้อกลางวันไว้ที่นี่ 

เมนูที่สั่งค่อนข้างผสมผสานตามใจฉันมากๆ ครับ มีทั้งสลัดปลาหมึกสไตล์ญี่ปุ่น, ยำรวมมิตรทะเลและกะเพราแบบไทย เน้นรสจัดจ้าน และสั่งไก่ย่างเทอริยากิมาทานแก้เผ็ดด้วย 

แต่ถ้าหากเผ็ดจนทนไม่ไหว ที่นี่มีร้านไอศครีมให้ทานฟรีแบบไม่อั้นครับ สามารถเลือกรสชาติได้ตามใจ มีให้เลือกประมาณ 30 รสทั้ง Sorbet และครีมนม 

ครั้งแรกสั่ง Salted Caramel, Pistachio และ Rum Rasin มาทานครับ ส่วนอีกวันก็มาอีกลองสั่ง Coconut, Strawberry และ Green Tea บ้าง มันช่างแฮปปี้มีความสุขดีจริงๆ นะครับ กับการได้อยู่ท่ามกลางตู้ไอศครีมทำสดใหม่ ทำให้อยากย้ายวิลล่ามาอยู่ใกล้ๆ อยากจะทานทุกรส ทุกเวลา ตามประสาคนรักไอศครีม 

ติดกันเป็น So Guilty ห้องเย็นที่เต็มไปด้วยช็อกโกแลตโฮมเมด รสชาติต่างๆ เลือกกันไม่ไหว และมีขนมหวานเช่น มาการอง ให้เลือกด้วย รับรองว่าถูกใจคนรักช็อกโกแลตแน่นอน ที่สำคัญคือทานฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย สามารถทานเท่าไรก็ได้ครับ

Nuetella Chocolate is the best!!

 

Dinner

ในส่วนของมื้อเย็นหรือว่าดินเนอร์นั้น เราแบ่งออกเป็น 2 วันครับ เย็นวันแรก ผมทานที่ Benz’s Restaurant ตรง Dining Room ซึ่งย้ายมาจากด้านนอกที่ต้องปิดไปเพราะโควิด จากแต่ก่อนเราต้องนั่งเรือออกไปเพราะเป็นร้านอาหาร Stand Alone ตั้งอยู่กลางป่าโกงกาง บรรยากาศดี แต่เมื่อย้ายกลับเข้ามาที่ Soneva Kiri ก็ยังคงมาตรฐานเดิมทุกอย่างครับ เริ่มตั้งแต่ Welcom Drink ที่ยังคงเสิร์ฟเป็นน้ำอัญชัญมะนาวเหมือนเดิม เมื่อบีบมะนาวลงไปก็จะเปลี่ยนสีให้สวยขึ้น จิบให้ชื่นใจก่อนอาหารจะมาเสิร์ฟครับ ที่นี่จัดอาหารไว้เป็น Set เมนูอยู่แล้วไม่มีรายการอาหารให้เลือก ผมว่าเดี๋ยวนี้ร้านอาหารไทยหลายร้านที่เน้นบริการลูกค้าจากนานาชาติ นิยมจัด Set ไว้ให้ เนื่องจากจะได้จัดบาลานซ์ของรสชาติที่ต่างชาติอาจจะไม่เข้าใจได้ลงตัวขึ้น มีเปรี้ยว หวาน เผ็ด เค็ม หนักเบา สลับกันไป ไอเดียนี้ผมว่าดีครับ

แต่ที่พิเศษกว่าร้านอาหารไทยทั่วไปคือ Set เมนูที่ว่าจะเปลี่ยนไปในแต่ละวันไม่ซ้ำกัน ตามแต่ที่ “เชฟเบ็นซ์” ซึ่งเป็น Head Chef ของที่นี่จะไปได้วัตถุดิบสดใหม่อะไรมา ทำให้เมนูอาหารในแต่ละวันค่อนข้างพิเศษ ไม่เหมือนใคร เป็นประสบการณ์ใหม่ที่ออกแบบเฉพาะบุคคลเท่านั้น

พนักงานเอา Wine List มาให้เลือก แต่ผมรู้สึกวันนี้ไม่อยากดื่ม เลยขอเป็นน้ำเปล่าก็พอ 

ก่อนที่ต่อมาพนักงานจะเสิร์ฟเมี่ยงคำเป็น อาหารเรียกน้ำย่อยครับ เครื่องเคราอาจจะเยอะหน่อย ประกอบไปด้วยใบชะพลู กุ้งแห้งคั่ว มะนาวหั่น พริกซอย หอมแดงสับหยาบ ขิงลูกเต๋า ถั่วลิสงคั่ว มะพร้าวคั่ว ก่อนจะห่อทุกอย่างเข้าด้วยกันในใบชะพูลแล้วราดน้ำจิ้มที่มีรสชาติหวานเค็มปะแล่มๆ เมื่อพบกับความเปรี้ยวเผ็ด ก็จะเป็นหมัดเด็ดที่ลงตัวครับ ซึ่งผมมั่นใจว่าต่างชาติจะซึมซับเอาวัฒนธรรมการรับประทานอาหารไทยโบราณเหล่านี้เข้าไป จนเกิดเป็นความประทับใจ เป็น Apittizer ที่กระตุ้นให้อยากทานจานต่อไปแล้วครับ

เมนูทยอยเสิร์ฟมาเรื่อยๆ ครับมีทั้งไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ยำถั่วพูและแกงแดงไก่ใส่หน่อไม้ ส่วนตัวผมมองว่ารสชาติค่อนไปทางดี แต่ยังไม่จัดจ้านมาก โดยเฉพาะแกงแดงออกไปทานจืดและมัน ส่วนเผือกทอด นั้นอร่อยดี ทานได้เรื่อยๆ ครับ

ส่วนจานผมชอบมากที่สุดกลับกลายเป็นต้มจืดหมูสับตำลึง กับผักบุ้งผัดกะปิครับ ว่าผมเชฟทำได้กลมกล่อม โดยเฉพาะผัดผักบุ้ง มีความกรอบ หวาน และหอมกะปิมาก ไม่เค็มไม่คาวจนเกินไป 

ส่วนมื้อเย็นของอีกวัน เราไปกันเร็วหน่อย เพราะอยากไปเก็บภาพ Time Lapse ทำวีดีโอพระอาทิตย์ตก ที่ The View ครับ

ชื่อก็บอกแล้วว่า The View ดังนั้น จุดนี้จะเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดใน Soneva Kiri ครับ

The View เป็นห้องอาหารแบบ Outdoor ในSoneva Kiri ตั้งอยู่บริเวณหน้าผาภายที่มองออกไปจะเห็นวิวทะเลเต็มตาครับ มีจุดที่สวยงามโรแมนติกมาก ในช่วงพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ลมทะเลพัดเย็นๆ ตลอดเวลา เป็นบรรยากาศที่สบายๆ มากครับ

นั่งกันตั้งแต่แสงอาทิตย์เป็นสีทองจนกระทั่งค่อยๆ กลายเป็นทไวไลท์ ซึ่งแสงสีที่สวยงามเหล่านี้ เป็นของขวัญชิ้นใหญ่ที่ธรรมชาติมอบให้เราในทุกวันครับ 

ที่ The View จะให้บริการเป็น a la carte menu ครับ เน้นอาหารยุโรปและ เอเชี่ยนทวิสต์ แต่ก่อนอื่นเลยเสิร์ฟขนมปังอบใหม่ตามธรรมเนียม พร้อมเดรสซิ่ง แยมและเครื่องเทศต่างๆ จากนั้นบริกรเสิร์ฟ Amuse-bouche ส่วนซุป เป็นซุปครีมฟักทองครับ

หอยเชลล์โฮตาเตะจากฮอกไกโด

ข้าวรีซอซโต้ นุ่มกรุบ กำลังดี

Sea Food Plate จานนี้หอมมากๆ ครับ ส่วนซีฟู๊ดไม่ต้องพูดถึง ถ้าจะเอาสดกว่านี้คือไปจับกินจากในทะเลแล้วครับ

ของหวานเลือกเป็นพานาคอตต้าซอสสตอเบอรรี่ หวานหอมอร่อยกำลังดี ส่วนบานอฟฟี่ ติดหวานไปหน่อยครับ 

โดยรวมแล้ว The View Restaurant เป็นห้องอาหารที่อร่อย ทานง่าย ภายใต้บรรยากาศที่ดีที่สุด วิวสวยสมชื่อ เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์อันล้ำค่าที่ Soneva Kiri มอบให้กับผู้มาเข้าพักที่นี่ครับ 

 

Soneva Kiri

Chapter 1 : At the Beginning 

Chapter 2 : The Villas

Chapter 3 : North Beach

Chapter 4 : Don’t Miss

Chapter 5 : Eat Up!

Chapter 6 : Sustainable Life