ตามเก็บให้ครบทุกที่ เมื่อมาเที่ยว “สิงคโปร์ “

“สิงคโปร์ทริปนี้ พี่ไม่ได้มาเล่นๆ”

เมื่อต้องประชันหน้ากับประเทศที่ได้ชื่อว่า “มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุด” ติดอันดับต้นๆ ของเอเชีย

ประเทศที่มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลา ชนิดที่ว่า ถ้าไม่ได้มาสัก 2-3 ปี เราอาจจะตามเทรนด์ที่นี่ไม่ทัน!!

ประเทศที่สร้างความเจริญของชาติ ด้วยการวางฐานรากทางการศึกษาให้แข็งแรง ก่อนจะนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมและตามมาด้วย “การท่องเที่ยว” เป็นแม่เหล็ก

“สิงคโปร์” ดูเหมือนจะเป็นประเทศสร้างใหม่ ที่เริ่มต้นจากติดลบ จากเกาะเทมาเส็กในอดีตหรือ “เมืองทะเล” และ “พู เหลา ซุง” หรือโปวหวัวซาง ซึ่งแปลว่าปลายสุดของคาบสมุทร จากในอดีตที่ไม่เคยมีอะไรเลยกลายมาเป็นจุดแวะพักของเรือเดินสมุทร ทั้ง เรือสำเภาจีน เรืออินเดีย เรือใบอาหรับ และเรือรบของโปรตุเกส ไปจนถึงเรือใบบูจินีส จนกลายเป็นเมืองท่าทางการค้าที่สำคัญ โดยการเล็งเห็นของอังกฤษที่เข้ามายึดพื้นที่ดังกล่าวเพราะเห็นว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการทำการค้าของภูมิภาค โดยส่งผู้บุกเบิกคือเซอร์ โทมัส สแตมฟอร์ด แรฟเฟิลส์ มาเป็นผู้พลิกฟื้นเมืองท่าให้มีการค้าขายมากขึ้น และสร้างเศรษฐกิจของสิงคโปร์ให้มีความแข็งแกร่ง จนมาถึงเมื่อยุคประกาศเอกราช เมื่อ 50 ปีที่แล้ว “ลี กวน ยู” ผู้นำในสมัยนั้นประกาศจะสร้างชาติให้ผงาดขึ้นมาแถวหน้าให้ได้

และก็ทำได้จริงๆ ชาวสิงคโปร์จึงยกย่อง “ลี กวน ยู” เป็นวีรบุรุษผู้สร้างชาติ

หากไปหาบันทึกประวัติศาสตร์ไทยในช่วงสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 มาอ่าน จะพบว่ามีการพูดถึงสิงคโปร์อยู่บ่อยครั้ง

รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสต่างประเทศครั้งแรกก็คือสิงคโปร์ และพระองค์ทรงพระราชทานของขวัญที่สำคัญให้กับชาวสิงคโปร์ไว้หนึ่งอย่าง ซึ่งยังคงปรากฎเป็นโบราณวัตถุคือ รูปปั้นช้างสำริด ยืนอยู่บนแท่นสี่เหลี่ยม มีแผ่นป้ายเป็นภาษาไทยกำกับไว้ว่า “สิงคโปร์เป็นต่างประเทศแรกที่ราชวงศ์ไทยเสด็จพระราชดำเนินมาถึง” เมื่อวันที่ 16 มีนาคม ค.ศ.1871 (พ.ศ.2414) เป็นภาพสะท้อนของสัมพันธไมตรีอันดีงามของทั้งสองประเทศที่มีมาช้านานหลายชั่วอายุคน

แต่เดิมรูปปั้นช้างสำริดตั้งอยู่ที่ด้านหน้าของ Victoria Memorial Hall ก่อนที่จะย้ายมายังที่ตั้งปัจจุบันคือบริเวณ The Old Parliament House


สิงคโปร์ 2019 กลายเป็นเมืองเศรษฐกิจและท่องเที่ยวที่หลายคนนึกอยากมา จึงทำให้สิงคโปร์ กลายเป็นจุดหมายปลายทางแรกที่หลายคนคิดถึง อีกทั้งยังเป็นประเทศฟรีวีซ่าสำหรับคนไทย ทำให้เก็บกระเป๋าแล้วมาเที่ยวได้ทันที

สิงคโปร์มักจะมีอะไรให้เราตื่นเต้นได้ตลอดเวลา แม้ว่าจะ (เคย) เป็นประเทศที่ไม่มีอะไรเลยมาก่อนก็ตาม ไม่มีตึก ก็ก่อตึก ไม่มีป่า ก็ปลูกป่า ไม่มีวัฒนธรรม ก็สร้างวัฒนธรรมใหม่ขึ้นมา

Cultural is Dynamic วัฒนธรรมมีการเปลี่ยนแปลงเสมอ

JEWEL คือตัวอย่างล่าสุดที่เราเห็น เป็นห้างใหม่ ติดกับสนามบินชางงี สิงคโปร์ หรือจะเรียกว่าห้างในสนามบินก็ได้ครับ เพราะเชื่อมต่อกันเลยทีเดียว เที่ยวง่า เป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของสิงคโปร์เค้า เป็นห้างใหม่ เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อไม่นานมานี้

เพราะผู้นำสิงคโปรคิดว่า ถ้าเราไม่มีป่า เราไม่มีน้ำตก เราก็ยกมันมาไว้ในเมืองเสียเลย ทำให้ที่นี่มีจุดเด่นคือ “Rain Vortex” เป็นน้ำตกสูง 40 เมตร ถือเป็นน้ำตกในร่มที่สูงที่สุดในโลก บริเวณตรงกลางก็จะเห็นมีรถไฟเชื่อมระหว่าง terminal วิ่งผ่าน เก๋เข้าไปอี๊กกกกก เหมือนสำรวจโลกอนาคต เมืองอวตาร แต่ต้องเป็นคนที่มีไฟล์ทบินเท่านั้น ถึงจะสามารถนั่งรถไฟผ่านใจกลาง JEWEL ได้ แต่คนทั่วไปก็เดินชมด้านล่างเป็นหลักครับ

ใน JEWEL มีหลายอย่างที่น่าสนใจครับ ไม่ว่าจะเป็น เค้าท์เตอร์สนามบินที่สามารถเช็คอินก่อนได้ทันทีที่นี่ สามารถโหลดกระเป๋าเดินทางได้ทันที ไม่ต้องลากกระเป๋าให้กวนใจ มีร้านค้ากว่า 300 ร้านและมีโรงแรมด้วยชื่อ Yotel Air มีร้านเค๊ก Lady M และเป็ดย่างมิชลิน KAM’s ROAST จากฮ่องกงมาเปิด มีร้านอาหารชื่อดังจากนานาประเทศ Pink Fish จากนอร์เวย์, ร้านเบอร์เกอร์ Shake Shack จากนิวยอร์ก, ร้าน TONITO ขายอาหารเปรู, ร้านอาหารจีน Xiao Bin Lou และ Yu’s Kitchen, มีร้านขายทุกสิ่งอย่าง Tokyu Hands จากญี่ปุ่น Nike Shop ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กินพื้นที่ 2 ชั้น มีโรงหนังรวม 11 โรง มีโรง IMAX ด้วย ที่นี่ยังมีสวนสนุกสำหรับครอบครัว Canopy Park ท่ามกลางธรรมชาติ และยังมี Changi Experience Studio คล้ายๆ TeamLab เหมาะสำหรับสายอาร์ตด้วยครับ

คนเนรมิตไอเดียเหล่านี้ให้ออกมาเป็นรูปธรรมและนำหน้าใครในเอเชีย ก็คือ Moshe Safdie  คนเดียวกับที่ออกแบบ Marina Bay Sands โรงแรมในฝันของใครหลายคน Moshe Safdie ทำให้ชางงี เป็นมากกว่าสนามบิน  เพราะตอนนี้ใครๆ ก็อยากมาเช็คอินที่นี่ ใครที่กำลังแพลนเที่ยวสิงคโปร์อยู่ อาจจะต้องเพิ่มรายการนี้เข้าไปด้วยนะครับ เผื่อเวลามาเดินเล่นถ่ายรูป จะมาก่อนเลยหลังจากรับกระเป๋าที่สนามบิน หรือมาก่อนไปเช็คอินขึ้นเครื่องก็ได้ครับ

กานต์แวะเที่ยวที่นี่ตั้งแต่ตอนลงเครื่องเลยครับ เพราะตื่นเต้นมาก ทนไม่ไหว อยากสัมผัสความอลังการที่สร้างได้เต็มที และก็บอกได้คำเดียวว่า “ไม่ผิดหวัง” จริงๆ

เดินเล่น JEWEL ก็ว่าจะเข้าโรงแรมก่อน เอากระเป๋าไปเก็บและทำเรื่องเช็คอินให้เรียบร้อย กะเวลาดูแล้วประมาณบ่าย 4 กำลังดี ที่เค้าท์เตอร์เช็คอินโรงแรมคนคงเริ่มซาๆ เพราะว่าทริปนี้ กานต์พักที่ โรงแรม Marina Bay Sand อีกหนึ่งไฮไลท์ของสิงคโปร์ที่ต้องมาเก็บครับ

การเดินทางที่สิงคโปร์ก็ง่าย จะใช้รถไฟฟ้า MRT ก็มีโครงข่ายครอบคลุมเกือบทั้งเมือง หรือจะเรียกแท๊กซี่ก็ได้ เนื่องจากเราลงไฟล์ทเช้า ก็จะต้องเข้าโรงแรมเพื่อเอากระเป๋าไปเก็บก่อน จากนั้นก็จะเที่ยวตามเช็คลิสต์ที่มี คาดว่าเวลา 5 วันที่นี่ น่าจะพอ โดยเริ่มจาก

• นั่งกระเช้าไปเกาะ Sentosa

• ไปศึกษาประวัติศาสตร์การค้าที่พิพิธภัณฑ์การเดินสมุทร (The Maritime Experiential Museum)

• โลกใต้ทะเล S.E.A. Aquarium

• พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสิงคโปร์

• National Gallery Singapore พิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่

• Henderson Bridge สะพานบิดเกลียว

• Garden by the Bay สวนป่าที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรม

• Flower Dome โดมดอกไม้หลากสีสัน

• Cloud Forest น้ำตก 7 ชั้นกลางป่าฝนเขตร้อน

• Marina Barrage พื้นที่สาธารณะเหนือเขื่อนที่วิวสวยสุด

• พิพิธภัณฑ์ศิลป์และศาสตร์ ArtScience Museum

• Red Dot Design ศูนย์รวมความคิดสร้างสรรค์งานออกแบบ

• Fort Canning จุดถ่ายรูปที่ต่อคิวกันนานมาก

• ตึกหลากสีที่อาคารกองบัญชาการตำรวจแห่งสิงคโปร์

สถานที่เที่ยวส่วนหนึ่งอาจจะต้องเสียค่าบัตรเข้าชม ผมจึงตั้งใจว่าจะทำการจองผ่าน Traveloka Xperince ซึ่งเป็นฟีเจอร์บริการใหม่ของทราเวลโลก้าที่เพิ่มเข้ามา นอกเหนือไปจากการจองตั๋วเครื่องบิน และโรงแรม ซึ่งเราก็จองผ่าน app ของ Traveloka ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นครับ ทำให้การเที่ยวสิงคโปร์ของผม สะดวกสบายมากขึ้นไปอีกเมื่อมี Traveloka มาช่วยดูแลทริป จองตั๋วเที่ยวสิงคโปร์ได้ที่ >> www.traveloka.com

ทริปนี้พักที่โรงแรม Marina Bay Sands ครับ โรงแรมสุดหรู อีกหนึ่งแลนด์มาร์กของสิงคโปร์ ที่ทุกคนต้องมา นอกจากจะถ่ายรูปกับเมอร์ไลออน และการ์เด้น บาย เดอะ เบย์แล้ว ก็ต้องให้ติดแบ๊กกราวน์เป็นโรงแรมทรงไพ่ ออนท๊อปด้วยเรือลำใหญ่ชั้นบนสุด ซึ่งเป็นสระว่ายน้ำด้วย ซึ่งเป็นจุดที่ถ่ายรูปสวยมาก (แต่คนเยอะไปหน่อย) ส่วนใครที่ไม่ได้พักที่นี่ก็สามารถซื้อบัตรขึ้นมายังจุดชมวิวได้ รับรองว่าคุ้มต่าตั๋วแน่นอน สามารถซื้อผ่านฟีเจอร์ Xperience ของ Traveloka ได้เช่นกัน นอกจากนี้ยัง สามารถจองที่พัก มาริน่า เบย์ แซนด์ กับ Traveloka ได้ >> ที่นี่

อ่านรีวิวโรงแรม Marina Bay Sands ฉบับเต็มได้ที่นี่ >> https://www.kantsmith.co/marina-bay-sands-hotel-singapore/

ถ้ามาสิงคโปร์แล้วอยากเข้าใจประวัติศาสตร์ อยากให้เริ่มจาก ไปเที่ยว “พิพิธภัณฑ์เดินสมุทร” ที่เกาะ Sentosa ก่อน จากนั้นค่อยไปดูเพิ่มเติมที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสิงคโปร์ แล้วจบที่ National Gallery Singapore พิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ ก็จะทำให้เข้าใจประเทศสิงคโปร์ได้ครบในทุกมิติครับ

 

• เกาะ Sentosa 

เชื่อว่าหลายคนเคยได้ยินชื่อเกาะนี้ และปกติจะนิยมนั่งรถไฟใต้ดินกันมา แต่ว่าคราวนี้อยากเปลี่ยนบรรยากาศ เพราะเชื่อว่าหลายคนก็ไม่รู้ว่าในการเดินทางมาเซ็นโตซ่านั้น สามารถนั่งกระเช้ามาได้ด้วย (หรือใครจะเดินเท้ามาก็ได้นะครับระยะทางไม่ไกลมาก)

วิธีการนั่งกระเช้ามาก็แสนง่าย เริ่มจากไปนั่ง MRT มาลงที่ Vivo City จากนั้นเดินตามป้ายบอกทางไป Cable Cars จัดการจองตั๋วมาแล้วจาก Traveloka พอมาถึงหน้าเค้าทเตอร์ก็แลกรับตั๋วจริงอีกที เพราะเจ้าหน้าที่จะต้องเช็คตลอดว่าเรานั่งจากไหนไปไหน

เดิมเกาะ Sentosa เป็นที่อยู่ของชาวประมงแต่หลังจากเกิดโรคระบาดบนเกาะ มีผู้คนเสียชีวิตเสียชีวิตกันเป็นจำนวนมาก จึงต้องมีการอพยพไปยังที่อื่น และมีการตั้งชื่อเกาะนี้ว่า “Belakang Mati” ซึ่งแปลว่า เกาะแห่งความตายตามความหมายในภาษามลายู จนกระทั้งรัฐบาลสิงคโปร์ได้มีการเปลี่ยนชื่อในภายหลังว่า เกาะ Sentosa ซึ่งแปลว่า “เกาะแห่งความสุข” ในภาษามลายู และได้พัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวจนกลายมาเป็นแลนด์มาร์กอีกแห่งของสิงคโปร์

ที่กระเช้าลอยฟ้า จะมีทั้งเส้นทางข้ามเกาะ 3 สถานี และเส้นทางภายในเกาะอีก 3 สถานี วิวมุมสูงก็สวยดีครับ ใช้เวลาไม่นานนัก ระหว่างนั่งก็จะผ่านทะเลและผ่านป่า เพื่อเชื่อมไปยังเกาะเซ็นโตซ่า เกาะที่รวบรวมสถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ

ใครมาถึงแล้วก็อย่าลืมเช็คอิน ถ่ายรูปคู่กับ Sentosa Merlion เป็นเมอร์ไลอ้อนที่ใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์ จากทั้งหมด 4 ตัว ด้วยความสูง 37 เมตรตัวนี้ สามารถขึ้นไปชมวิวได้ 2 ชั้น แต่เสียตังค์นะครับ ก็จะสามารถเห็นภาพในมุมสูงได้

เกาะเซ็นโตซ่า นอกเหนือจะมีแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังที่น่าสนใจอย่าง Resorts World Sentosa แล้ว พื้นที่ส่วนที่เหลือบนเกาะ แบ่งออกเป็นหลายโซนนะครับ ทั้งยูนิเวอร์แซล โรงแรม คาสิโน ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ป่าเขาและชายหาด แต่เราจะไปที่อาคารหน้าตาแบบนี้ครับ มีของดีซ่อนอยู่

 

• พิพิธภัณฑ์การเดินสมุทร (The Maritime Experiential Museum)

เราเริ่มต้นศึกษาเรื่องราวของสิงคโปร์กันที่ พิพิธภัณฑ์การเดินสมุทร (The Marritime Experiential Museum) อยู่อาคารเดียวกับอความเรียมครับ แต่เห็นซื้อตั๋วผ่าน Traveloka ควบกับอวาเรียมซึ่งอยู่ติดกันแล้วถูกกว่ามาก เพิ่มตังค์อีกนิดหน่อย ก็เลยไป

ภายในจะเป็นเรื่องราวการล่าอาณานิคม การค้าขายทางเรือระหว่างประเทศ ประวัติความเป็นมาเกี่ยวกับการเดินเรือที่ส่งให้สิงคโปร์มีความก้าวหน้าและมีชื่อเสียงในด้านการเป็นท่าเรือที่สำคัญของภูมิภาคนี้ เมื่อเข้าไปด้านในจะเจอเรือจำลองขนาดใหญ่ ที่ด้านในจะจัดฉายเรื่องราวของนายพลเจิ้งเหอ (Zheng He) แม่ทัพชาวจีนที่เดินทางข้ามน้ำข้ามมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งถือเป็นการเดินเรือที่ระยะทางไกลที่สุดครั้งหนึ่งของโลก

ภายในยังแบ่งเป็นโซนต่างๆ เช่น The Souk เป็นการจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ที่เก็บรักษาและค้นพบขณะเดินเรือไปในเส้นทางสายไหน Jewel of Muscat เป็นซากเรือโบราณที่ถูกค้นพบเมื่อปี ค.ศ.1998 เคยเครื่องบรรณาการที่สิงคโปร์มอบให้กับโอมาน ในช่วงศตวรรษที่ 9 หรือประมาณ 1,200 ปีที่ผ่านมา ทว่าเรือได้ถูกพายุพัดจนดำดิ่งสู่ท้องมหาสมุทรในที่สุด ต่อมาประเทศโอมานได้กู้ซากและมอบซากเรือดังกล่าวให้กับรัฐบาลสิงคโปร์ และได้นำมาปรับปรุงจนเป็นเรือที่สมบูรณ์และนำมาจัดแสดงให้ได้ชมกัน

นอกจากนี้ยังมีไฮไลท์ที่เหมาะกับคนที่ชอบอ่านตำนานการผจญภัยเกี่ยวกับการเดินเรือและโจรสลัด ซึ่งก็ไม่ควรพลาด และที่นี่ยังมีโรงหนังไต้ฝุ่น 4 มิติ (4D MULTI-SENSORY TYPHOON THEATRE) แห่งแรกของโลก สมจริงเหมือนตอนเดินเรือมาก เจอทั้งพายุ ลมกระโชกแรง ฝนสาดก็มี สนุกดีครับ จัดแสดงเรื่องราวของเรือขนสินค้า ที่ถูกพายุไต้ฝุ่นพัดจนโซซัดโซเซระหว่างทาง พิพิธภัณฑ์การเดินเรือ ทีแรกคิดว่าไม่น่าจะมีอะไร พอเข้ามาแล้วชอบมาก ได้รู้เรื่องเส้นทางการเดินเรือจนนำมาสู่การค้นพบและพัฒนาสิงคโปร์ทั้งแต่ศตวรรษที่ 9 ถึงศตวรรษที่ 19 มีการเล่าเรื่องความน่าเกรงขามของขุมทรัพย์เจียงโฮ (CHENG HO) และเรือโบราณในพิพิธภัณฑ์ พวกเรือ Noah เรือ Dhow และการจัดแสดงสิ่งของล้ำค่า

ที่นี่ออกแบบโดย Ralph Appelbaum Associates ซึ่งเป็นบริษัทออกแบบพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

 

• โลกใต้ทะเล S.E.A. Aquarium

ติดกันกับ พิพิธภัณฑ์การเดินสมุทร เป็นพิพิธภัณฑ์โลกใต้ทะเลซีอะความเรียม (S.E.A. Aquarium)

แน่นอนว่า ผมจองตั๋วผ่าน Traveloka ควบกันเพราะได้ราคาดี และไม่ต้องเสียเวลาไปต่อคิวแลกบัตรครับ แสกนปุ๊บ เข้าชมได้ทันที

S.E.A. Aquarium เป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์แสดงสัตว์น้ำที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ด้วยปริมาณน้ำกว่า 60 ล้านลิตร มีการจัดแสดงสัตว์น้ำนานาพันธุ์นับแสนตัว จาก 800 สายพันธุ์ ที่นี่มีสัตว์ทะเลหลายชนิดเลยไม่ว่าจะเป็นฉลาม โลมา แมงกระพรุน ฯลฯ แบ่งโซนกันเดินง่าย ตามๆ กันไปเลย ตามถิ่นที่อยู่ของสัตว์น้ำชนิดนั้นๆ

ไฮไลท์ก็จะเป็นจุดชมฉลาม พร้อมกับนิทรรศการถาวรช่วยกันอนุรักษ์ฉลาม จากนั้นก็เดินลอดใต้อุโมงค์ในโซน Shark Seas มีไฮไลท์เป็นเหล่าฉลามพันธุ์ต่างๆ ที่ว่ายไปมาบนหัวเรา ด้านในก็จะมีแท๊งค์ขนาดใหญ่ Open Ocean มีโชว์ดำน้ำให้อาหารปลาผ่านตู้กระจกกั้นน้ำ ที่หนากว่า 70 เซนติเมตรกั้นระหว่างผู้ชมกับสัตว์ต่างๆ เราก็จะได้เห็นบรรดาปลาฉลาม ปลากระเบน ฝูงปลาน้อยใหญ่ แหวกว่ายกันไปมาอย่างสวยงาม น่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์เดียวในอาเซียนที่มีการโชว์ลักษณะนี้

อีกจุดคือ Touch zone ที่เราจะได้สัมผัสปลาดาวและปลิงทะเลแบบตัวเป็นๆ แต่ที่ผมชอบคือ Ocean Journey เป็นโซนมืดๆ แต่มีไฮไลท์ก็คือเหล่าแมงกะพรุนที่ลอยน้ำเรืองแสง มีหลายแบบ หลายตู้ ถ่ายรูปออกมาดูสวยดีครับ

 

 

• พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสิงคโปร์
ผมต้องซื้อบัตรออนไลน์จาก app Traveloka มาชมที่นี่ถึง 2 วัน เพราะตอนแรกคิดว่าไม่น่าจะมีอะไรมาก เลยมาเอาตอนใกล้จะปิด ที่ไหนได้ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ชอบมาก เน้นจัดแสดงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของสิงคโปร์ ชีวิตความเป็นอยู่ของคนสิงคโปร์ในอดีต เครื่องแต่งกาย ประเพณี เรื่องราวก่อนและหลังสงครามโลก รวมถึงศิลปะ วัฒนธรรมและอาหารพื้นเมือง

ตัวอาคารขลังมากครับ ออกแบบโดย Sir Henry Edword McCallum สร้างขึ้นตามความคิดของเซอร์ราฟเฟิลส์ ตั้งแต่ ค.ศ. 1823 แล้วเสร็จ ค.ศ. 1887 เป็นสถาปัตยกรรมทรงนีโอคลาสสิคแบบโคโลเนียลที่มีรูปแบบของ Neo-Palladian ค่อนข้างโดดเด่นเห็นได้จากด้านหน้าของตัวอาคารที่มีความสมมาตร ปีกอาคารทั้งสองด้านมีรายละเอียดเหมือนกัน เดิมทีเคยเป็นห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์ด้านสัตวศาสตร์และพฤกษศาสตร์ เพิ่มความโมเดิร์นให้กับอาคารด้วยการใช้กระจกและโลหะเข้ามาเสริมให้ร่วมสมัยมากขึ้น ข้างในมีร้านอาหารระดับมิชลิน คอยให้บริการด้วยครับ

 

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะมีความแตกต่างจากพิพิธภัณฑ์อื่นที่เราคุ้นเคยกันอยู่บ้าง เพราะที่นี่จะนำเสนอทั้งเรื่องราวในอดีตที่เคยเป็นมา ปัจจุบันที่กำลังดำเนินอยู่ และอนาคตที่คาดว่าจะมาถึง นอกจากนี้ยังจัดแสดงสมบัติชาติที่สำคัญหลายสิบชิ้น บ่งบอกถึงประวัติความเป็นมาที่ยาวนานของดินแดนแห่งนี้

นิทรรศการที่น่าสนใจ เช่น VOICE OF SINGAPORE ที่บอกเล่าเรื่องราวของสิงคโปร์ในอดีตได้อย่างน่าสนใจ นิทรรศการ Seen & Heard in Singapore : Island Ecologies Today and in the Time of Wiliam Farquhar บอกเล่าลักษณะของระบบนิเวศวิทยาและสัตววิทยาทั้งพืชพรรณและสัตว์ต่างๆ ในภูมิภาคนี้

ประวัติศาสตร์ สังคม ศิลปะและวัฒนธรรมของสิงคโปร์ถูกบอกเล่าผ่านแง่มุมที่หลากหลายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ อาทิ Living Gallery ที่เล่าอดีตของสิงคโปร์สมัยทศวรรษที่ 1950-1970 ผ่านอาหารการกิน และบอกเล่าผ่านการเครื่องแต่งกายของบุรุษและสตรี ที่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงบทบาทในสังคม

แต่ที่ผมชอบคือโซนฉายหนังในอดีต นั่งดูบนรถเก๋ๆ มีโปสเตอร์หนังเก่าๆ จัดแสดงให้ดู สะท้อนถึงเรื่องราวอุตสาหกรรมการผลิตและบริโภคภาพยนตร์ของคนสิงคโปร์

ต้องขนานนามว่าเป็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิตเลยครับ สำหรับที่นี่ เพราะเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีการเคลื่อนไหว ตื่นตัวและพัฒนาไม่หยุดนิ่ง บอกเล่าประวัติศาสตร์และการสร้างชาติของสิงคโปร์ได้สนุกมาก มีการนำเอาสื่อมัลติมีเดียมาใช้เล่าเรื่อง การลำดับเรื่องให้เหมือนการตัดต่อภาพยนตร์ การดีไซน์พื้นที่ทำได้ดีมาก เป็นคลังความรู้ที่ไร้อาณาเขต มีคอลเลคชั่นเพิ่มเติมจัดแสดงอย่างต่อเนื่อง พลิกตำราการเล่าเรื่องได้อย่างน่าสนใจ กระตุ้นให้ผู้ชมเกิดกระบวนการคิดตามและมีการเชื่อมโยงข้อมูลแต่ละส่วนเข้าด้วยกัน จึงถือเป็นแถวหน้าของพิพิธภัณฑ์แนวประวัติศาสตร์ของโลกได้สบาย

 

• National Gallery Singapore พิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่

มาต่อกันที่การศึกษาเรื่องราวของสิงคโปร์ผ่านงานศิลปะกันบ้างครับ ต้องไปกันที่ National Gallery Singapore เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ และเนื่องจากกานต์จองตั๋วผ่าน Traveloka เมื่อได้ e-ticket มาก็ติดต่อที่เค้าท์เตอร์อีกครั้ง เป็นช่องพิเศษสำหรับใครที่ซื้อตั๋วออนไลน์ ไม่ต้องต่อคิวกับบุคคลทั่วไป จากนั้นจะได้รับสติ๊กเกอร์ จะได้เดินได้ทั่วทุกจุด ข้อดีอีกอย่างคือราคาถูกกว่าหน้าเค้าท์เตอร์ครับ

ใครสายอาร์ตต้องไม่พลาดพิพิธภัณฑ์แห่งชาติใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่รวมเอางานศิลปะร่วมสมัยไว้เยอะมาก แค่ตัวตึกก็สวยแล้ว เป็นการรวมเอาอาคารยุคโคโลเนียลของสิงคโปร์ คือ Supreme Court และ City Hall เข้าด้วยกัน เดินทั้งวันก็ไม่หมด แถมยังหลงทาง และหลงรักในความอลังการงานสร้างนี้ไปพร้อมๆ กัน

ที่นี่มีการจัดแสดงผลงานของศิลปินไทยในระดับมาสเตอร์พีชหลายชิ้นและหลายท่านด้วยกัน อาจจะต้องใช้เวลาไล่ดูสักหน่อยเพราะแสดงร่วมกับผลงานของศิลปินร่วมสมัยหลายท่านมากจากทั่วโลก ที่ผมหาเจอก็มีงานของอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี อาจารย์คามิน เลิศชัยประเสริฐ อาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์ คุณมณเฑียร บุญมา คุณอารยา ราษฎร์จำเริญสุข เรียกได้ว่า รวมผลงานของศิลปินชั้นครูจากทั่วโลกไว้ที่นี่

นอกจากนิทรรศการศิลปะแล้ว อย่าลืมขึ้นไปดูวิวที่ชั้นบน ซึ่งเป็นที่ตั้งของบาร์สวย Smoke & Mirrors และ Aura Sky Lounge สามารถมองเห็นมารีน่า เบย์ แซนด์ และหมู่ตึกน้อยใหญ่ของสิงคโปร์ได้ในเวลาเดียวกัน ส่วนชั้นล่างบริเวณทางออกก่อนกลับจะมีร้านขายของดีไซน์เก๋ๆ ที่ชั้นล่างของพิพิธภัณฑ์ มีกระเป๋า Frigtag ดีไซน์พิเศษขายที่นี่ด้วย

หอศิลป์ที่มีระบบการจัดการที่ได้มาตรฐานสากล ทำให้มีนิทรรศการของศิลปินระดับโลกหลายรายมาจัดแสดงหมุนเวียนกันตลอดเวลา มาสิงคโปร์ครั้งหน้าก็ต้องมาแวะใหม่ เพราะงานอาจจะเปลี่ยนไปแล้วก็ได้

 

 

• ตึกหลากสีที่อาคารกองบัญชาการตำรวจแห่งสิงคโปร์

อยู่ไม่ไกลจาก National Gallery Singapore พิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ แต่ก่อนเคยเป็น กองบัญชาการตำรวจแห่งสิงคโปร์ แต่ตอนนี้คือ Ministry of Communications & Information (MCI) หรือกระทรวงวัฒนธรรมชุมชนและเยาวชนที่มีจุดเด่นคือหน้าต่างหลากสีสัน จำนวน 927 บานไล่โทนไปจนกลายป็นสีรุ้ง แต่ตอนถ่ายรูปอาจจะต้องระวังเพราะถนนค่อนข้างกว้างและรถราเยอะมาก นั่ง MRT มาลงที่สถานี Clarke Quay เดินต่อมานิดเดียวก็ถึง

 

• Red Dot Design ศูนย์รวมความคิดสร้างสรรค์งานออกแบบ

สิงคโปร์เป็นสวรรค์ของคนชอบงานออกแบบจริงๆ ครับ Red Dot Design Museum Singapore ก็เป็นสถานที่หนึ่งที่ “ต้องมา” ที่นี่นอกจากจะรวมเอางานออกแบบท่ีได้รับรางวัลจุดแดงไว้มากมายจากทั่วโลกแล้ว ยังเป็นชุมชนสำหรับคนมีความคิดสร้างสรรค์ มีร้านกาแฟ มุมหนังสือ และนิทรรศการให้ชม

ผมซื้อตั๋วออนไลน์จาก Traveloka เช่นเคย เมื่อไปถึงก็สามารถแสกนโค๊ด ผ่านเข้าไปชมด้านในได้เลย ง่ายมากๆ

เข้ามาก็ตื่นตาตื่นใจ ผมเป็นคนชอบเรื่องดีไซน์อยู่แล้ว ยิ่งเห็นก็ยิ่งเพิ่มแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตอย่างมีศิลปะ ทั้งศิลปะที่มาในรูปแบบของผลิตภัณฑ์และการออกแบบ รวมไปถึงศิลปะในการออกแบบชีวิตของเราด้วย

พิพิธภัณฑ์เรด ดอท ดีไซน์ ย้ายมาอยู่ตรง Marina Boulevard ใกล้กับห้าง The Shoppes แล้วนะครับ

 

• พิพิธภัณฑ์ศิลป์และศาสตร์ ArtScience Museum

อยู่โซนเดียวกับมารีน่า ติดกับห้าง The Shoppes ครับ เดินมาจาก Red Dot ได้ ไม่ไกลนัก

เราคงเคยเห็นอาคารที่เป็นเหมือนกลีบดอกบัว ผลงานการออกแบบของ Moshe Safdie แต่หลายคนก็มองว่าเป็นเหมือนมือมากกว่า เสมือนเป็นมือของมิตรที่กางต้อนรับทุกคนสู่สิงคโปร์ หรือมองว่าเป็นอุ้งมือรับทรัพย์ เพราะเคยมีคำพูดของเจ้าของพื้นที่อย่าง Sands Casino ที่ว่า “The Welcoming Hand of Singapore” ก็จินตนาการกันไป ด้านหน้าอาคารเป็นกระจก คนนั่งกันเต็มไปหมด นั่นแหละครับคือ ArtScience Museum

เช่นเคยผมซื้อตั๋วจาก Traveloka ซึ่งต้องดูให้ดี เพราะมีตั๋วขายแบบคอมโบกับสถานที่อื่นๆ ด้วย แต่เรื่องราคานั้น ถูกจนน่าตกใจ ผมเลยจับคู่เป็น ArtScience Museum + Future Canvas ซึ่ง Installation Art อยู่ในห้าง The Shoppes

ArtScience Museum มีพื้นที่รวมกว่า 6,000 ตารางเมตร เป็นสถานที่จัดงานนิทรรศการทางวิทยาศาสตร์และศิลปะระดับโลกมากมาย โดยจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาจัดนิทรรศการเจ๋ง ๆ ให้ได้ชมกันตลอดทั้งปี รวมถึงผลงานที่จัดแสดงถาวรซึ่งผสานรวมศาสตร์ของการออกแบบและเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน

ส่วนตัวผมชอบนิทรรศการ Future World : Where Art Meets Science เป็นนิทรรศการจาก Teamlab ที่เคยไปชมที่ญี่ปุ่นมาแล้ว ที่สิงคโปร์ก็จะคล้ายๆ กัน มีการนำโปรเจ็กเตอร์มาฉายแบบอินเทอร์แอ็กทีฟเป็นภาพต่างๆ มีสนามเด็กเล่นไว้สร้างสรรค์จินตนาการ แถมยังเป็นสถานที่ถ่ายรูปออกมาสวยตระการตาสุดๆ

 

 

• Henderson Bridge สะพานบิดเกลียว

เรื่องงานออกแบบดีไซน์ก็คงต้องยกให้พี่สิงค์เค้าเลยนะ งานศิลปะมีอยู่ทุกที่ ไม่เว้นแม้แต่สะพานที่ยังออกแบบให้มีมิติได้ ในความยาว 274 เมตร อาจจะเหนื่อยหอบหน่อยตอนที่ขึ้นมา แต่ว่าสามารถนั่งชมธรรมชาติสีเขียวเบื้องหน้าได้อย่างสบายใจ แถมยังมีตึกสูงกลายเป็นฉากหลัง ซึ่งตรงข้ามกับความกับเมืองของสิงคโปร์มากๆ เดินทางก็ง่าย ใช้ MRT ลงสถานี Harbourfront ต่ออรถเมล์สาย 145 หรือว่าจะใช้ Grab ก็สะดวกดี 10 นาทีก็ถึง

 

• Fort Canning อุโมงค์ต้นไม้จุดถ่ายรูปที่ต่อคิวกันนานมาก

เพราะรู้ว่าคนเยอะเลยต้องมาแต่เช้า ถ้าอยากได้แบบโล่งๆ ไม่ค่อยมีคน สำหรับ Fort Canning Park อุโมงค์ต้นไม้ ขวัญใจสายไอจี เพราะใครอัพที่นี่ลงไปก็เก๋อ่ะแกร๋ เดินทางไม่อยาก นั่ง MRT มาลงสถานี Dhoby Ghaut ออก Exit B จากนั้นเดินข้ามถนนเลียบกำแพงมาจะเจออุโมงค์ เดินเข้ามาก็เจอ จริงๆ เดินตามๆ กันมาก็ได้ เพราะสวนไม่มีอะไรมากนอกจากอุโมงนี้แหละ

 

• Marina Bay

กลายเป็นสัญลักษณ์ของประเทศสิงคโปร์ที่ทั่วโลกคุ้นเคยไปเสียแล้ว เป็นลักษณะท้องน้ำตามหลักฮวงจุ้ยคือจุดรับทรัพย์ จะเห็นว่าตึก อาคารใหญ่โต โดยเฉพาะบริษัทเกี่ยวกับหลักทรัพย์และเงินทอง ธนาคาร ดีไซน์ล้ำยุค ทำให้กลายเป็น CBD Central Bussiness District ไปโดยปริยาย

 

• Garden by the Bay สวนป่าที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรม

สวนพฤกษศาสตร์ขนาดใหญ่ริมอ่าวมารีน่า ใจกลางสิงคโปร์ ที่นี่เกิดจากการถมทะเลสร้างขึ้นมา กินพื้นที่มากถึง 600 กว่าไร่ (ถือว่าใหญ่มาก) Garden by the Bay สวนป่าที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรม ซึ่งคอนเซปต์ในการออกแบบนั้น ได้รับแรงบันดาลใจจากกล้วยไม้ คล้ายดอกไม้ประจำชาติสิงคโปร์ นั่นคือ ดอกแวนด้าที่ชื่อ “มิส โจอาควิม” (Miss Joaquim) ตอกย้ำให้สิงคโปร์กลายเป็นประเทศที่มีสวนป่าในเมือง มีการรวบรวมพรรณไม้งามจากทั่วโลกมาจัดแสดงไว้ กว่า 170,000 ต้น มากกว่า 200 สายพันธ์ุ อาทิ พืชพื้นเมืองในเขตร้อน กล้วยไม้ เฟิร์น และดอกไม้เมืองร้อนต่างๆ ภายใต้การออกแบบสิ่งปลูกสร้างหน้าตาล้ำสมัยคล้ายกับยุคอวกาศ แบ่งออกเป็นทั้งหมด 3 โซน ด้วยกัน คือ Bay Center Garden, Bay East Garden และ Bay South Garden ซึ่งโซนที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวหลักจะรวมกันอยู่บริเวณ South Garden กินเนื้อที่ราว 330 ไร่ ส่วนที่เหลือจะเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ และคนสิงคโปร์นิยมมาออกกำลังกายกันที่นี่

การเดินจากห้าง The Shoppes ทะลุเข้ามายังตัวโรงแรม Marina Bay Sands เพื่อจะผ่านไปยัง Garden by the Bay ไปชม Super Tree ที่สูงเท่าอาคาร 9 -16 ชั้น หรือประมาณ 25-50 เมตร ส่วนปลายด้านบนบานออกเหมือนปากแจกันที่มีโครงสานไขว้กันไปมา ดูงดงามล้ำสมัยมาก โซนนี้ดูฟรี แต่หากใครจะขึ้นไปด้านบนทางเดินลอยฟ้า OCBC Skyway ก็สามารถซื้อตั๋วผ่าน Traveloka ได้ จะเป็นทางเดินลอยฟ้าที่เชื่อมระหว่างซูเปอร์ทรีส์สองต้นเพื่อชมวิวสวนจากมุมสูง ส่วนตอนค่ำจะเป็นโชว์แสง สี เสียง ที่ Garden Rhapsody วันนึงมี 2 รอบ ระหว่าง 19:45 น. และ 20:45 น. แต่ว่าเราอดดู เพราะตั้งใจจะไปรอชมวิวพระอาทิตย์ที่ Marina Barrage แทน

 

• Cloud Forest น้ำตก 7 ชั้นกลางป่าฝนเขตร้อน

หนีร้อนมาเข้าโดมกันดีกว่า ที่ Cloud Forest อากาศเย็นสบายดีมาก ชุ่มฉ่ำด้วย (อดีต) น้ำตกในร่วมที่สูงที่สุดในโลก 35 เมตร ก่อนจะถูกทำลายสถิติด้วย JEWEL (40 เมตร) คนออกแบบก็คือคนเดียวกันนี้แหละ

ซื้อตั๋วออนไลน์ผ่าน Traveloka เช่นเคย ดีหน่อยไม่ต้องไปต่อคิว ไม่ต้องไปแลกบัตร โชว์บาร์โค๊ดก็สแกนได้เลยง่ายๆ แถมยังถูกกว่าหน้าเค้าท์เตอร์อีก

ในส่วนของ Cloud Forest ใช้จัดแสดงพรรณไม้ที่มีต้นกำเนิดเติบโตอยู่บนพื้นที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 2,000 เมตรขึ้นไป อากาศด้านในโดมจึงจะเย็นกว่าปกติ เข้ามาก็เจอการจำลองภูเขา และน้ำตกสูงเท่ากับตึก 7 ชั้น ที่ปกคลุมไปด้วยพรรณไม้นานาพันธุ์ เข้าไปก็เจอแต่ดอกไม้ พันธุ์ไม้ เน้นไม้ป่า เป็นหลัก เราสามารถขึ้นลิฟต์ไปชั้นบนสุด แล้วเดินทางมาตามทางลาดลงมาแต่ละชั้น มีเขียนคำอธิบายให้ความรู้ไว้บ้างบางจุด และสามารถชมความงดงามของแต่ละชั้นได้อย่างใกล้ชิด แต่ที่ชอบคือเอาเลโก้มาต่อเป็นดอกไม้สายพันธุ์ใหม่ เก๋ไก๋ดี สมแล้วที่เป็นเมืองแห่งความคิดสร้างสรรค์

 

• Flower Dome โดมดอกไม้หลากสีสัน

อยู่ติดกันกับ Cloud Forest ตอนซื้อตั๋วจาก app Traveloka ก็ให้เลือกเป็นแบบแพ็กเกจคู่ไปเลยเพราะราคาถูกกว่าซื้อแยก และแน่นอนว่าถูกกว่าหน้าเค้าท์เตอร์

เช่นเคยก็แค่สแกนบาร์โค๊ดแล้วเดินเข้ามาด้านใน เป็นลักษณะเหมือนเรือนกระจกไร้เสาที่ใหญ่ที่สุดในโลก รูปร่างก็จะคล้ายกับเปลือกไข่ ภายในจะรักษาอุณหภูมิให้เย็นและแห้งแบบอากาศในแถบเมดิเตอร์เรเนียน และเป็นแหล่งรวมต้นไม้จากทะเลทรายในทั่วโลก ภายในจะมีระบบปรับอากาศคงอุณหภูมิเฉลี่ย 23-25 องศา และมีการควบคุมความชื้นที่ 60-80 (RH%) โครงสร้างหลังคามุงกระจกให้แสงผ่านเข้ามาได้ มีความสูงจากพื้น 38 เมตร สามารถรองรับผู้เข้าชมได้ 1,400 คน

ภายในโดมประกอบด้วยสวนย่อยๆ จากทั่วทุกมุมโลก ที่ต่างพากันอวดชูช่อ รอให้เราไปทักทาย ถ่ายรูปด้วย ก็จะมีดอกไม้หลายสายพันธุ์ แบ่งเป็นโซนต่างๆ ตามทวีป สายเอเชียก็คุ้นตาหน่อยแต่ก็สวยไปอีกแบบ มีดอกไม้จากทางตอนกลางของชิลี และบางส่วนของสเปน ส่วนสายทางแอฟริกา ก็น่าสนใจ ตอนที่ไป เป็นเทศกาลดอกทิวลิป แต่กลัวไม่สมจริง เลยยกกังหันมาให้ถ่ายรูปคู่เสียเลย แถมมีรองเท้าไม้ด้วย ดีเทลเก่งงงงงง หรือจะเป็นตามประเภทของพืชก็มี เช่น กระบองเพชรและพืชอวบน้ำ และมีต้นไม้รูปทรงขวดด้วย ที่นี่ถือเป็นสวนในร่มที่มีระบบการจัดการดีมาก ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าช่วย เช่น มีการซ่อนสายยางรดน้ำไว้ใต้ดิน ใช้ระบบเปิด – ปิด อัตโนมัติ หลังคาของโดมจะมีตัวปิดเพื่อควบคุมปริมาณแสงไม่ให้มากไป จัดว่าเป็นสวนที่ทันสมัยไฮเทคดี

 

• Marina Barrage พื้นที่สาธารณะเหนือเขื่อนที่วิวสวยสุด

มารีน่า บาร์ราจ (Marina Barrage) เป็นเขื่อนกั้นน้ำที่ต่อขยายมาจาก Marina Garden จุดเด่นคือเป็นสวนลอยฟ้าเหมือนสนามหญ้าขนาดใหญ่ในมุมสูง ลมเย็นสบายดี จึงมีคนมาเล่นว่าวบนนี้เยอะมาก มาวิ่งออกกำลังกายก็มี บางกลุ่มก็เปิดเพลงดังลั่น บางคู่ก็มานั่งชมพระอาทิตย์ตกปิกนิกกัน บรรยากาศดีมากครับ แนะนำว่าควรจะมาช่วงเย็นๆ เพื่อที่จะได้มองเห็นทั้ง Landmark สำคัญของสิงคโปร์บริเวณได้เกือบทั้งหมด เช่น Garden By the Bay โรงแรม ชิงช้าสวรรค์ และพอค่ำ ตึกต่างๆ เปิดไฟกันมันก็จะเป็นภาพที่สวยมากครับ

ช่วงค่ำนี่คือไฮไลท์เลยครับ ถ้าอยากได้วิวนี้

การเดินทางสามารถเดินเท้าจาก Garden By the Bay มาได้เลย ประมาณ 750 เมตร ส่วนขากลับเวลาเข้าเมือง มีแท๊กซี่จอดรถอยู่ หรือเรียก Grab ก็ได้ แต่หากใครจะนั่งรถเมล์ก็มีสาย 400 ไว้คอยให้บริการด้านหน้าเลยครับ

 

• Wonder Full-Light & Water การแสดงแสงสีสุดอลังการ

เรียกได้ว่า ถูกบรรจุไว้ในลิสต์เที่ยวสิงคโปร์ในช่วงค่ำของทุกคนครับ สำหรับการแสดงแสง สี เสียง Wonder Full-Light & Water จัดอยู่บริเวณอ่าวมารีน่า ด้านหน้าของโรงแรมมารีน่า เบย์ แซนด์ ในทุกคืนเวลา 2 ทุ่มและ 3 ทุ่ม ส่วนวันศุกร์-เสาร์ เพิ่มรอบ 4 ทุ่มด้วยจ้า

หลายคนบอกว่า เป็นการแสดงน้ำพุประกอบแสง สี เสียงที่มีชีวิตชีวา และสวยงามตระการตามาก คนเลยเยอะเป็นพิเศษในช่วงค่ำ จะใช้เวลาแสดงประมาณ 15 นาที บริเวณที่สามารถชมการแสดงได้ดีที่สุดจะอยู่ฝั่งมารีน่า เบย์ แซนด์ หรือที่นักท่องเที่ยวเรียกว่า ลานพรอมมานาด แต่ถ้าใครอยากเห็นการแสดงแสงบนยอดตึกมารีน่า เบย์ แซนด์ด้วย ให้ไปนั่งชมที่ฝั่งเมอร์ไลออน

แต่มาสิงคโปร์คราวนี้ ผมได้เพิ่มความพิเศษด้วยการนั่งชมจากยอดตึกมารีน่า ก็เป็นมุมที่แปลกตากว่าที่เคยเห็นครับ

 

ใครสายมู แถมโปรแกรมเช็คอินไหว้พระวัดพระเขี้ยวแก้ว อยู่แถวไชน่าทาวน์ครับ

เป็นวัดจีนในศาสนาพุทธ นิกายมหายาน ที่มีสถาปัตยกรรมของอาคารที่โดดเด่นในสมัยราชวงศ์ถัง มีทั้งหมด 5 ชั้น ภายในก็ยังเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ พระเขี้ยวแก้วจะประดิษฐานอยู่ในสถูปใหญ่ โดยมีน้ำหนัก 3,500 กิโลกรัม ทำจากทองแท้หนัก 320 กิโลกรัม โดยทองคำจำนวนหนึ่งได้มาจากการบริจาคของผู้มีจิตศรัทธา

โถงชั้นล่างของวัดมีชื่อว่า Hundred Dragon Hall เป็นโถงที่ใหญ่ที่สุดของวัด ตรงกลางเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์พระศรีอาริยเมตไตรยความสูง 27 เมตร และยังมีพระพุทธรูปองค์น้อยใหญ่ตั้งอยู่ร่วมกว่าอีกพันองค์ นอกจากนี้ยังมีองค์ประทับเจ้าแม่กวนอิม มีพระพุทธรูปองค์เล็กติดอยู่รอบกำแพง ถือว่าเป็นวัดที่อลังการสวยงามมากในสิงคโปร์ครับ

 

ส่วนใครชอบเรื่องกิน คงไม่พลาดข้าวมันไก่ Tian Tian ในฟู๊ดคอร์ด MAXWELL ตรงข้ามวัดพระเขี้ยวแก้ว ถ้ามาสิงคโปร์แล้วไม่ได้ทานข้าวมันไก่ไหหลำร้านนี้ ก็เหมือนมาไม่ถึงสิงคโปร์ ด้วยเอกลักษณ์ความหอมของข้าวมัน และเนื้อไก่ที่แน่น จากไก่สายพันธ์ุดีทานกับน้ำจิ้มเผ็ดที่ปรุงพิเศษสังเกตเอาว่าร้านไหนแถวยาวสุด ก็จุดนั้นเลยครับ ต่อคิวราวครึ่งชั่วโมงถ้าไม่ตรงกับมื้อเที่ยง

ใกล้กันคือร้านข้าวมันไก่ Ah Tai ก็อร่อยไม่แพ้กัน เพราะพ่อครัวเคยทำงานที่ร้าน Tian Tian  มาก่อน

อีกเจ้าคือบ๊ะกุ๊ดเต๋ (กระดูกหมูและน้ำชา) ชื่อร้าน SONG FA ราคาสูงพอสมควร แต่ข้อดีคือเติมซุปได้ไม่อั้น เพราะจุดเด่นก็คือซุปสมุนไพรที่หอมหวานด้วยกระดูก อร่อยมากครับ เดี๋ยวนี้ที่เมืองไทยก็มีสาขาแล้ว

ส่วนอีกอย่างที่ผมชอบและเจอโดยบังเอิญคือ ลอปสเตอร์ ย่านไชน่าทาวน์ อยู่ก่อนทางไปรถไฟฟ้าใต้ดิน ใกล้กับร้านหมูแผ่นชื่อดัง ผมลองสุ่มเลือกเป็นแบบผัดซอสสไตล์สิงคโปร์ รสชาติเผ็ดดี ตัดกับความหวานของลอปสเตอร์ และความหอมของขนมปังที่ย่างมาจนกรอบนอกนุ่มใน โดนใจมากๆ ครับ

แต่ลองสั่งแบบฮาฟๆ เนื้อปูมาด้วย ไม่ค่อยชอบเท่าไร แนะนำว่าสั่งเป็นลอปสเตอร์เพียวๆ โดนใจว่าครับ ราคาก็แรงใช้ได้ ชิ้นละ 23 ดอลล่าร์สิงคโปร์

กานต์พาเช็คอินถิ่นสิงคโปร์
Singapore Signature

จองตั๋วเข้าชม และบัตรเที่ยวสิงคโปร์ได้ที่ app Traveloka
และที่ www.traveloka.com