ตามรอยเส้นทางท่องเที่ยว “Samurai Route” ที่ญี่ปุ่น

รูทนี้เป็นเส้นทางการท่องเที่ยวที่บริษัทรถไฟ Tobu Railway แนะนำว่า เป็นสายรถไฟที่เดินทางง่ายเมื่อจะไปเที่ยวเมืองนิกโก้ครับ


นิกโก้มีประวัติเริ่มมาจากนักบวชชื่อ “โชโดโชนิน” ตัดสินใจที่จะปีนขึ้นไปบนยอดเขานันไตซัน จากนั้นเดินทางข้ามแม่น้ำไดยะและสร้าง “วัดชิโฮนเรียวจิ” ขึ้น ซึ่งเป็นต้นกำเนินของ “วัดนิกโก้รินโนจิ” 

หลังจากความล้มเหลวถึงสองครั้ง ในที่สุดท่านก็ได้ขึ้นไปถึงยอดเขาสำเร็จและได้สร้างศาลเจ้าไว้บนยอดเขา กลายเป็นต้นกำเนิดของ “ศาลเจ้านิกโก้ฟุตะระซัน โอคุมิยะ” นอกเหนือไปจากนั้น ท่านยังได้สร้าง “วัดจินกูจิ” หรือ “วัดซูเซ็นจิ” ไว้ที่ชายฝั่งด้านทิศเหนือของทะเลสาบซูเซ็นจิ ด้วยเหตุนี้ นิกโก้จึงมีการบูชาเทพเจ้าที่สถิตย์อยู่บนยอดเขาสูง ภายใต้ความเชื่อว่าเป็นสถานที่แห่งดินแดนสุขาวดีของพระอวโลกิเตศวร ตามความเชื่อร่วมกันระหว่างลัทธิชินโตและศาสนาพุทธอย่างไร้ข้อกังขา ทำให้ “ภูเขานิกโก้” เจริญรุ่งเรืองในฐานะที่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งความศรัทธา

ต่อมาในยุคสงครามได้มีการทำลายพื้นที่บริเวณเขานิกโก้ เมื่อสงครามสงบเข้าสู่ยุคเอโดะได้มีการบูรณะฟื้นฟูนิกโก้ขึ้นมาใหม่ให้มีความสงบร่มเย็น และได้มีการสร้าง “ศาลเจ้าโทโชกู” ขึ้นและได้บูรณะศาลเจ้านิกโก้โทโชกูให้มีความสวยงาม จนมีชื่อเสียงไปทั่วโลก ในฐานะเมืองแห่งศาลเจ้า จนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 1999


หากเราลองดูภาพแผนที่โดยรวมของเมืองนิกโก้ เราสามารถจัดวางเส้นทางท่องเที่ยวได้ประมาณนี้ โดยจะใช้เวลาเที่ยว 2 วันครับ

มาดูวันแรก เริ่มกันเช้าๆ หน่อย ทานข้าวเช้าจากโรงแรม ถ้านอนแถวอาซากุสะ (Asakusa) ก็จะเกร๋ขึ้นไปอีก เสร็จแล้วมาไหว้พระ ขอพร และเดินถนนช้อปปิ้งที่หน้าวัด ซัดขนมอร่อยๆ สักหน่อย เลือกไว้ในใจเลยครับว่าจะทานอะไรดี มีทั้งโมจิทอดโบราณ ขนมปังเมล่อน ดังโงะ หรือขนมปลาไทยากิ


อุ้ย!! พูดแล้วก็น้ำลายไหล

เอาล่ะ ได้เวลามานั่งรถไฟด่วนพิเศษ Revaty Tobu Skytree Line กันครับ รถไฟขบวนนี้สวยมาก ดีไซน์ดูล้ำๆ แบบเดียวกับ Tokyo Skytree ภายในขบวนก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายทั้ง WiFi และปลั๊กไฟส่วนตัว นั่งแล้วดูแพง หรูหราดีครับ


เราเริ่มต้นนั่งจากสถานี Asakusa โดยออกเดินทางเวลา 09.00 น.  เผื่อเวลาหน่อยนะ อย่ามัวแต่ทานเพลิน เดินทางไปถึงสถานี Tobu Nikko เวลา 10.54 น. 

ออกจากสถานีมาก็เที่ยวเลยจ้า ไปชมมรดกโลกทางวัฒนธรรม “ศาลเจ้านิกโก้โทโชกุ”  ซึ่งเปิดให้เข้าชม “ประตูโยเมมง” (Yomeimon) เป็นครั้งแรกหลังจากปิดเพื่อบูรณะเป็นเวลา 4 ปี


“ประตูโยเมมง”
หรืออีกชื่อหนึ่งเรียกว่า “ประตูฮิกุเระ” (ประตูแห่งพระอาทิตย์ตก) เพราะมองดูนานทั้งวันก็ไม่เบื่อหรือเหน็ดเหนื่อย เป็นสมบัติของชาติ ที่พึ่งได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่เป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา การซ่อมเเซมครั้งใหญ่นี้ เป็นการฟื้นฟูส่วนความเสียหายที่เกิดจากการถูกแสงแดด, ลมและหิมะ มานานกว่า 40 ปีแล้ว

ประตูนี้มีลักษณะคล้ายกับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และนักบวชของจีนสมัยโบราณ ไม่ว่าจะเครื่องเคลือบที่เป็นประติมากกรม 508 ชิ้น, เครื่องเงินที่แปะแผ่นทอง, เสาสีขาวบริสุทธิ์และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งถูกฟื้นฟูขึ้นอีกครั้งอย่างงดงาม

Nikko, Tochigi, Japan – May 05, 2009: Three Wise Monkeys (Hear No Evil, Speak No Evil, See No Evil). Famous wooden carving above the gate to the sacred stables at the Toshogu sanctuary in Nikko.

อ่อ! อย่าลืมไปแวะถ่ายรูปกับ “ลิงปิดตา ลิงปิดหู ลิงปิดปาก” ซึ่งอยู่ที่อาคารชินเคียวและรูปปั้น “แมวนิทรา” อีกหนึ่งแลนด์มาร์คของที่นี่กันนะครับ

หลังจากเที่ยวชมมรดกโลกนิกโก้เสร็จ พักรับประทานอาหาร แนะนำที่ร้าน ZEN  จิบเบียร์เย็นๆ ทานคู่กับเต้าหู้ หรือจะเป็นซูชิที่ม้วนด้วยฟองเต้าหู้ฝานบางๆ ก็อร่อยครับ อาหารที่ร้านนี้มีจุดเด่นคือออกแบบและจัดจานมาได้น่าทานมากๆ ครับ หรือใครที่ชอบชาเขียวชงสดใหม่ก็ไม่ควรพลาดที่จะสั่งร้านนี้ครับ

ทานข้าวเสร็จแล้วก็ลุยต่อ ไปชมธรรมชาติของนิกโก้โดยการนั่งรถบัสโทบุ ลองเลือกมาสักสายนึง อาจจะเริ่มจากสะพานชินเคียว (Shinkyo Bridge) เป็นสะพานเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์ สร้างมาตั้งแต่ปี 1636 ตั้งอยู่ ณ ประตูทางเข้าศาลเจ้าและวัดนิกโก้ เป็นของศาลเจ้าฟูทาราซัง (Futarasan Shrine) เป็น 1 ใน 3 ของสะพานที่สวยที่สุดของประเทศญี่ปุ่น

ไปกันต่อที่ น้ำตกเคงอน (Kegon Waterfall)  เป็น 1ใน 3 น้ำตกที่สวยงามที่สุดของญี่ปุ่น มีความสูงเกือบ 100 เมตร ถ้าใครมาช่วงฤดูหนาว จะเห็นภาพน้ำตกที่แข็งตัวค้างไว้ สวยและแปลกตามากครับ ไม่ไกลกันนั้นมีทะเลสาบซูเซ็นจิ ให้เราแวะไปแชะรูปธรรมาชาติก่อนกลับที่พักครับ

ส่วนไฮไลท์ของเราอีกอย่างอยู่คืนนี้ จะเข้าพักในโรงแรมเก่าแก่อายุกว่า 140 ปี เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ของนิกโก้อย่าง Nikko Kanaya Hotel  ได้ชื่อว่าเป็นโรงแรมสไตล์ตะวันตกที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่นครับ เปิดมาตั้งแต่ปี 1873 ตัวทำเลถือว่าดีมาก เพราะตั้งอยู่บนเนินสูงที่สามารถมองเห็นมรดกโลกได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นศาลเจ้านิกโก้โทโชงูและแนวเขานิกโก้ ตามประวัติการก่อสร้างนั้นมีมาตั้งแต่สมัยต้นเมจิ ซึ่งเป็นยุคที่ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เดิมทีถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นรีสอร์ทหลบหลีกความวุ่นวายและอากาศร้อนอบอ้าวสำหรับนักการฑูตการต่างแดน รวมถึงพวกเหล่าปัญญาชนทั้งหลาย

ถ้าจะให้แนะนำ สำหรับใครที่มาเช็คอินก่อน 5 โมงเย็น ลองใช้บริการที่ Craft Lounge Cafe ภายในโรงแรม แล้วสั่งข้าวแกงกระหรี่สูตรเก่าแก่ดั้งเดิมอายุหลายร้อยปีมาทานนะครับ

โรงแรม Nikko Kanaya Hotel ในอดีต

เช้ามาวันที่ 2 ของการเดินทางรูทซามุไร ออกสายหน่อย เพราะนอนสบายมาก สัก 9 โมงเช้าเราจะนั่งรถไฟไปแช่ออนเซ็นที่เมืองยูโนะคามิ ออนเซ็น (Yunokami-Onsen) โดยลงที่สถานี Yunokami-Onsen (เช็คเที่ยวรถไฟแล้วเอารอบ 09.23 น. น่าจะกำลังดี) ใช้เวลานั่งรถไฟราว 2 ชั่วโมง

ยูโนะคามิ ออนเซนเป็นเมืองตากอากาศออนเซ็นเล็กๆที่มีชื่อเสียงของจังหวัดฟูกุชิมะ (Fukushima) เป็นแหล่งออนเซนชั้นดี


ตัวสถานีรถไฟ Yunokami Onsen Station เองก็น่าสนใจไม่น้อย เพราะเป็นสถานีรถไฟเพียงแห่งเดียวของญี่ปุ่นที่มีอาคารสถานีทำจากหลังคาแบบญี่ปุ่นโบราณ อีกทั้งติดกันยังมีจุดออนเซนเท้าให้ใช้บริการได้ฟรีระหว่างที่รอรถไฟด้วย อีกทั้งสถานีนี้ยังเป็นจุดต่อรถบัสไปเที่ยวหมู่บ้านญี่ปุ่นโบราณโออูจิจูคุ (Ouchijuku) ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งที่มีชื่อเสียงของจังหวัดฟูกุชิมะ


แช่ออนเซ็นจนสบายตัวก็มาเที่ยวแบบย้อนเวลาที่หมู่บ้านญี่ปุ่นโบราณโออูจิจูคุ เป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งที่มีชื่อเสียงของฟูกุชิมะ มีเอกลักษณ์คือเป็นบ้านสไตล์ญี่ปุ่นแบบมุงหลังคายังคงรักษาไว้เป็นอย่างดี มีการดัดแปลงเป็นร้านค้า ร้านอาหาร และบ้านพักแบบโฮมสเตย์ต่างๆ อ่อ อย่าลืมแวะไปอาคารรัฐบาลเก่าฮอนจิน ซึ่งที่นี่มีการจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ เครื่องแต่งกาย ในสมัยเอโดะให้ได้ชมกัน เมื่อถ่ายรูปบ้านโบราณกันจนหนำใจแล้วก็ได้เวลามาเดินเที่ยวชมร้านค้าและสัมผัสบรรยากาศแบบญี่ปุ่นสมัยเอโดะกันครับ

บ่ายแก่ๆ ก็มาเที่ยวต่อที่จุดไฮไลท์อีกอย่างของการเดินทางรูทนี้ คือการไปเยือนถิ่นซามูไร ชมปราสาทสึรุกะ (Tsuruga Castle)  โดยเดินทางจากสถานี Yunokami-Onsen ไปยังสถานี Aizu-Wakamatsu ใช้เวลาประมาณ 30 นาที

ปราสาทสึรุกะ หรือที่เราเรียกว่า “ปราสาทนกกระเรียน” ถูกสร้างขึ้นในปี 1384 และถูกทำลายลงหลังจากเกิดสงครามโบชินในปี 1868 ต่อมาปราสาทได้ถูกฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ในปี 1960 มีการเปลี่ยนหลังคาเดิมซึ่งเป็นสีเทาให้เป็นสีแดง กลายเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่ซ้ำกับปราสาทแห่งอื่นในญี่ปุ่น ชั้นบนสุดของปราสาทจะเป็นจุดชมวิวของเมือง และแน่นอนว่าไฮไลท์คือการชมวิถีชีวิตของเหล่าซามูไรในยุคก่อน

จากนั้นถ้าพอมีเวลา ก็แวะมาเดินช้อปปิ้งซื้อขนมและของฝากด้วยนะ ย่านนี้จะมีของฝากที่มีชื่อเสียงอย่าง “ยุบะมุซุบิ” ข้าวปั้นสามเหลี่ยมของนิกโก้ ที่ร้าน “ฟุดะระคุ” 

“ยุบะมุซุบิ” เป็นข้าวน้ำชาที่ถูกแช่ด้วยน้ำซุปที่ไม่ใช่ที่เป็นอาหารแปรรูปถึงสองครั้ง แล้วนำเต้าหู้แผ่นสินค้ามีชื่อของนิกโก้มาห่ออีกที กลายเป็นข้าวปั้นสามเหลี่ยมที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ซึ่งรสชาตินั้นต้องบอกว่า
ปรุงรสได้กลมกล่อม ไม่เข้มและไม่จืดจนเกินไป เข้ากันได้ดีกับเต้าหู้แผ่นที่ให้ความรู้สึกลื่นๆอีกด้วย จากนั้นค่อยกลับโตเกียว

เราจะนั่งรถไฟจากสถานี Aizuwakamatsu (ดูรอบแล้วเอาสักเที่ยวเวลา 18.13 น. กำลังดี จะได้ไม่ดึกเกินไป) ไปลงที่สถานี Koriyama  จากนั้นก็นั่งชินคังเซ็นกลับไปยังโตเกียว น่าจะถึงเวลาราวๆ 3 ทุ่ม ก็ค่อยเข้าโรงแรมที่พักอย่างสบายใจ

เป็นอย่างไรบ้างสำหรับเส้นทางท่องเที่ยวสายซามุไร ที่หยิบมาแนะนำกัน เที่ยวนิกโก้ครบ จบใน 2 วัน ซึ่งการเดินทางก็ไม่ได้ยากจนเกินไป

ถ้าใครไปตามรอยมาแล้ว อย่าลืมเขียนมาแบ่งปันบอกเล่าประสบการณ์ให้ด้วยนะครับ