Pullman Bangkok Hotel G

My theory on life is that life is beautiful.
Life doesn’t change.
You have a day, and a night, and a month, and a year.
We people change
– we can be miserable or we can be happy.
It’s what you make of your life.

คุณว่าไหม?
ในทุกชีวิตของคนเรา ล้วนมีความแตกต่างทางวิถี และใช้ทฤษฎีที่เกี่ยวกับชีวิตไม่เหมือนกัน ซึ่งความแตกต่างเหล่านี้ กลายเป็นตัวทำให้โลกขับเคลื่อน เหมือนที่ประโยคข้างต้นบอกเลยครับ
“จะทุกข์จะสุขแค่ไหนอยู่ที่เราจะมองและทำให้มันเป็นไป”

หลายคนมักใช้โอกาสปีใหม่นี้ในการเริ่มต้นสิ่งดีๆ เป็น to do list ประจำปี ซึ่งก็ถือเป็นสิ่งที่ดีครับ
“แค่คิด … ก็ยังดีกว่าไม่ลงมือทำอะไรเลย”

หลายคนบอกว่าชีวิตผมดี ได้ไปท่องโลกกว้าง ได้ใช้ชีวิตดีๆ นอนโรงแรมสวยๆ ดูร่ำรวยทางความสุข ผมก็ไม่ปฏิเสธครับ แม้ว่าตัวเลขติดบัญชีจะมีไม่มาก เท่าที่ฝากไว้กับธนาคารแห่งความสุข  แต่ชีวิตก็ถือว่าโอเคมากๆ แล้วครับ

เมื่อหลายวันก่อน ผมมีโอกาสไปนอนพักผ่อนที่ โรงแรม Pullman Bangkok Hotel G แถวๆ สีลมนี่เองครับ
เป็นโรงแรมไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย ใจกลางกรุงเทพฯ สิ่งที่ชอบที่สุดคือวิวครับ กับการพักผ่อนที่แสนสบายใจ มองเห็นกรุงเทพมหานคร ในหลายๆ มิติ

“บางทีหากเราไม่พาตัวขึ้นมายังจุดหนึ่ง เราอาจจะไม่มีโอกาสได้เห็นอะไรมากกว่าชีวิตที่เคยเป็นอยู่”

 

ผมจึงขอนำบรรยากาศและเรื่องราวของ lifestyle hotel กับโรงแรม Pullman Bangkok Hotel G มาเล่าให้ฟังครับ

Intro

“Life is a crazy mixture of intoxicating cocktails.”

Say Hi!

Pullman Bangkok Hotel G เป็นโรงแรมที่ตั้งอยู่บน ถนนสีลม เกือบช่วงท้ายไปออกทางสุรศักดิ์แล้วครับ จะสะดวกสำหรับใครที่ลงทางด่วนมาก็ถึงใน 3 นาที

ส่วนใครที่มาทางรถไฟฟ้า BTS โรงแรมตั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ช่องนนทรี (ใช้เวลาเดิน 5 นาที) และสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน (เอ็มอาร์ที) สีลม (เดินเพียง 10 นาที)

เข้ามาในโรงแรมเช็คอินกันก่อนครับ หากใครมีบัตร Le Club AccorHotels ก็อย่าลืมยื่นให้พนักงานด้วยนะครับ

ที่นี่ปรับการตกแต่งใหม่เป็นแนวสไตล์โมเดิร์น เน้นธีมสีขาวเป็นหลัก ขับเด่นด้วยแจกันดอกแก้วไม้สีสด

หากใครเข้าพักห้องเอ็กเซคคิวทีฟเป็นต้นไป พนักงานจะเชิญไปเช็คอินที่ Executive Floor ชั้น 27 ครับ

ทางโรงแรมจะมี 2 ดีไซน์คือแบบใหม่จะเน้นสีขาว สไตล์มินิมอล ส่วนสไตล์คลาสสิคก็ยังคงไว้ในโทนสีน้ำตาล เน้นวัสดุไม้ ให้ความรู้สึกเรียบหรู โก้ ส่วนมากจะเป็นนักธุรกิจหรือผู้เดินทางชาวญี่ปุ่นครับ ที่มักจะรีเควสห้อง type นี้

แต่ส่วนตัวผมชอบแบบสีขาวมากกว่าครับ ดู Avantgarde (อาว็อง-การ์ด) ดี มีความล้ำๆ เฉี่ยวๆ แอบเปรี้ยว แต่เรียบง่าย

ระหว่างทางเดินจะประดับตกแต่งด้วยภาพวาดและ Instaltion art หลากหลายรูปแบบนะครับ อยากภาพถ่ายนี้ก็เก๋ดีแต่ที่ชอบจะเป็นจอ LCD ในลิฟท์ครับ ที่มี VTR โรงแรม แต่ถ่ายออกมาได้เก๋ๆ ล้ำๆ ดูเพลินมาก จนต้องกดลิฟท์ซ้ำ

ได้คีย์การ์ดละแล้ว เข้าห้องกันดีกว่าครับ

วางกระเป๋าเข้าห้องพักเรียบร้อย เลือกกระเป๋าเดินทางได้เข้ากับโทนสีของห้องดีครับ กลายเป็นไซส์ที่ใช้บ่อยสำหรับการเดินทาง 1-3 วัน กระเป๋าเดินทางจาก Legend Walker จาก Jptravelstore เดี๋ยวนี้ไม่ต้องหิ้วจากญี่ปุ่นครับสั่งที่นี่ได้เลย

JUJU มาถึงขอเปิดม่านชมวิวกรุงเทพมุมสูงก่อนเลยครับ เป็นมุมมองใหม่ โดยเฉพาะคนที่อยู่ในเมืองกรุง แต่กลับไม่ค่อยได้เห็นกรุงเทพในมุมที่แปลกตาไปกว่าที่เคยสักเท่าไรนัก ห้องพักอยู่ฝั่งหันหน้าออกไปทางแม่น้ำเจ้าพระยาครับ

ห้องพัก G Deluxe Room ห้องสุดเก๋ขนาด 34 ตารางเมตร ตกแต่งด้วยสไตล์ลอฟท์สีขาวที่เรียบง่าย มีความร่วมสมัย ให้ความรู้สึกกว้างขวาง เข้าพักแล้วสบายใจ จะว่าไปก็สงสารแม่บ้านนะ ห้องสีขาวทำความสะอาดยากหน่อย แต่ยอมรับเลยว่าสวยจริง ยิ่งได้มองเห็นทิวทัศน์ยามค่ำคืนของกรุงเทพฯ ผ่านหน้าต่างบานสูงจากพื้นจรดเพดาน มันยิ่งทำให้มุมมองห้องดูกว้างขึ้นไปอีก

Amenities ภายในห้องใช้ผลิตภัณฑ์ของ C.O. Bigelow แบรนด์ดังจากสหรัฐ ส่วนตัวชอบโลชั่นของชอบแบรนด์นี้ กลิ่นดี หอมมาก ติดตัวทั้งวัน ทำเอา BLUE DE CHANEL ล้มตึงไปเลย

Anne Semonin Paris

ถ่ายรูปในห้องเสร็จแล้ว นัดสปาไว้ครับ ถือเป็นไฮไลท์อีกอย่างของที่นี่ คือ Anne Semonin Paris แอนซิโมแนง สปา แบรนด์หรูจากฝรั่งเศส ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1985

เข้าไปอ่าน ปรัชญาความงามของอานน์ เซโมแนง ถูกกำหนดขึ้นด้วยสิ่งสำคัญ 3 ประการ นั่นคือ การบำบัดด้วยกลิ่น การนวด และสปา

อานน์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ได้อธิบายว่า “ปรัชญาของฉันเรียบง่าย ผิวของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับอายุ สภาพอากาศ และวิถีชีวิต”  เมื่อแต่ละคนมีรูปแบบเฉพาะตัวและมีการปฏิบัติต่อผิวแตกต่างกัน จึงต้องได้รับการตรวจวิเคราะห์ผิวก่อนเข้าสู่กระบวนการปรนนิบัติผิวด้วยผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพผิวนั้นๆ (Made-to-Measure Beauty)

 

ไฮโซไปอี๊กกกกก

 

เข้ามาถึงสปา พนักงานจะมีแบบฟอร์มให้เรากรอกครับเพื่อที่จะเลือกคอร์สการนวด ระดับน้ำหนัก น้ำมันที่เลือกใช้ หรือต้องการให้เน้นส่วนไหนเป็นพิเศษก็สามารถกรอกไปได้

ก่อนเริ่มการนวดจะมีชาแบบเย็นเสิร์ฟในถ้วยเซรามิกครับ ระหว่างรอก็จิบเบาๆ เป็นการเตรียมความพร้อม เพิ่มความรีแลกซ์ แต่ด้วยกลิ่นภายใน Anne Semonin Spa ด้วยการตกแต่ง ด้วยบรรยากาศ มีความหรูหรา เงียบสงบ ผ่อนคลาย เป็นอย่างมาก

JUJU เลือกเป็นคอร์สนวดตัวด้วยน้ำมันซึ่งมีให้เลือกกันหลายแบบครับก็คือ Ginger, Lavender, Grape Seed ให้ความรู้สึกที่ผ่อนคลายและสบายมากๆเลยครับใช้เวลานวดเราราว 1 ชั่วโมงหลังจากนวดเสร็จก็จะมีชาร้อนมาเสิร์ฟให้ผ่อนคลายครับ ราคาอาจจะสูงไปหน่อย แต่หากเทียบกับผลิตภัณฑ์และมาตรฐานบริการ ถือว่าคุ้มอยู่ครับ

ที่นี่มีผลิตภัณฑ์ของ Anne Semonin จำหน่ายด้วยครับ ผมสอย มิเนอรัลมาสก์มาตัวนึง เอาไว้ทำเองที่บ้าน

เสร็จจากสปา เดินโฉบๆ ไปดูฟิตเนสสักหน่อย ตกแต่งสวยดีครับ ดูแล้วอยากวิ่งขึ้นมาทันทีเพื่อไปถึงเส้นชัย EnerGy Fitness ตั้งอยู่บนชั้น 5 ของโรงแรมอุปกรณ์ก็ครบครัน มีเทรนเนอร์ด้วยครับ มีห้องสตีม มีกิจกรรมอื่นๆ เช่น โยคะ พิลาทิส และมวยไทย ใครที่ไม่ได้เป็นแขกของโรงแรมก็สามารถสมัครสมาชิกแล้วใช้บริการได้ครับ

ถัดจาก EnerGy Fitness ด้านในสุดเป็นสระว่ายน้ำขนาดไม่ใหญ่มาก แต่วิวสวย มองเห็นกรุงเทพในมุมกว้าง จะเป็นวิวฝั่งอาคารมหานครครับ

บริเวณสระว่ายน้ำจะมี The pool bar คอยให้บริการเครื่องดื่ม ของว่าง ขนม ไอศกรีม และอาหารเบาๆ เช่น สลัด เบอร์เกอร์ แซนวิชครับ

ผมชอบความเก๋ของโรงแรมนี้ตรงที่มีความอาร์ตอยู่เบาๆ ถ้าเราสังเกตให้ดีจะพบว่ามีงานศิลปะในหลากหลายรูปแบบซ่อนอยู่ภายใน อย่างประติมากรรม 3 ชิ้นนี้ ตั้งไว้บริเวณหน้าลิฟต์ ทางเข้าห้องอาหาร Scarlett Bangkok เป็นนิทรรศการหมุนเวียน ที่จะสลับสับเปลี่ยนศิลปินมาแสดงงานเรื่อยๆ ครับ

Scarlett Wine Bar & Restaurant

Scarlett Bangkok เป็นร้านอาหารฝรั่งเศสที่เป็นที่แนะนำโดยไกด์บุคจากมิชลิน ทั้งในปี 2018-2019 พร้อมด้วยรางวัลที่ได้รับมาอีกยาวเหยียด กับ Scarlett Wine Bar & Restaurant บนชั้น 37 ของโรงแรม Pullman Bangkok Hotel G สีลม
ส่วนตัวที่แนะนำร้านนี้ เพราะชอบในความเรียบหรู การเลือกใช้สีดำตัดแดงเป็นตัวดึงอารมณ์ ผสมกับการรับชมวิวของกรุงเทพในมุมสูงที่สวยงาม เราสามารถนั่งมองความเคลื่อนไหวของเวลาไปใน 2 ฝั่ง ตัวร้านแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนของร้านอาหารและบาร์ และยังมีที่นั่งทั้ง outdoor และ indoor  ในส่วนของบาร์ ถ้าพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว เราจะมองเห็นวิวกลางคืน ของถนนสีลมได้อย่างสวยงาม และสามารถมองได้ไกลถึงริมเจ้าพระยาเลยทีเดียว

ช่วงแรกที่ดื่ม เราก็ไปนั่งชมพระอาทิตย์ตกที่บาร์กันก่อน จากนั้นก็ค่อยย้ายเข้าไปนั่งทานอาหารด้านใน

ความงดงามบนชั้น 37 ที่มองเห็นกรุงเทพมหานครทางทิศตะวันตก หนีรถราความวุ่นวายที่อยู่ด้านล่าง มานั่งจิบเครื่องดื่มเบาๆ ที่ Scarlett Bangkok กันดีกว่าครับ ความพิเศษของ Scarlett Wine Bar & Restaurant คือ เป็นห้องอาหารที่มีไวน์มากกว่า 250 ชนิดเลยทีเดียว แต่ Signature Cocktails ก็มีหลายตัวที่น่าสนใจ ค่อยๆ สั่งมาชิม ทั้ง The “G” Effect, The Ultimate Mojito, Jade’s Secret etc

วางเคาน์เตอร์บาร์สี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ไว้ตรงกลางร้าน สามารถนั่งหน้าบาร์ได้ ส่วนรอบๆ บาร์ เป็นโต๊ะอาหารและโต๊ะไม้ทรงสูง  สำหรับการตกแต่งร้านจะเน้นความเรียบหรู มีความเป็นธรรมชาติ ด้วยวัสดุอย่างไม้ ให้ความปลอดโปร่งมีการใช้สีโทนทึบให้ตัดกับแสงไฟสีส้มของทางร้านเพื่อให้ผู้ที่มานั่งรับประทานอาหารได้ชมแสงไฟในยามค่ำคืนจากชั้น 37 นั่นเอง

Scarlett Wine Bar & Restaurant เป็นร้านต้นตำรับอาหารฝรั่งเศสขนาดแท้ โดยทางร้านได้คัดสรรเชฟที่มือรางวัลที่จะมาคิดค้นและรังสรรค์เมนูบุกเบิกของ Scarlett  ซึ่งก็คือ เชฟ Manuel Martinez เจ้าของห้องอาหารมิชลิน 2 ดาวชื่อดังอย่าง Le Relais Louis XIII ที่เมืองปารีส อีกทั้งเขายังได้รับรางวัลเชฟที่ดีที่สุดในฝรั่งเศสกับรางวัล Maître Ouvrier de France (MOF) อีกด้วย

เชฟเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางถึงพรสววรค์ในการประยุกต์แบบแผนการทำอาหารฝรั่งเศสแบบดั้งเดิม มาปรับปรุงให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น ตกแต่งหน้าตาอาหารสร้างบรรยากาศร้านให้ออกมาแบบโมเดิร์นฝรั่งเศส และยังเป็นร้านอาหารโรงแรมแห่งแรกในไทย ที่มีเครื่อง Dry-Aged เพื่อคงความสามารถในการควบคุมการผลิตวัตถุดิบชั้นเลิศ เพื่อให้มีระดับคุณภาพดีที่สุดและคงรสชาติดีที่สุดไว้ ผสานกับฝีมือการปรุงอาหารชั้นเลิศของเชฟที่นี่

อาหารที่สั่งผมเน้นตามใจเชฟครับ ให้เขาแนะนำ ซึ่งในส่วนของรสชาตินั้นเราไม่ต้องพูดถึงกัน เพราะมันดีมาก
อย่าง Appetizer ก็สั่งเป็น Le Crabe Royal d’Alaska เป็นสลัดปูอลาสก้า ซึ่งเชฟเดินมาแนะนำถึงโต๊ะว่าต้องสั่ง เป็นเนื้อปูอลาสก้า บดกับเครื่องปรุง ท๊อปด้วยมะม่วงสุก อโวคาโด้และสลัดสูตรของทางร้าน

Lobster Bisque จานนี้ชอบมาก ซุปลอปสเตอร์ทำออกมาได้นุ่มเนียน ลื่นคอ ขอบอกเลยว่า “ต้องสั่ง” ครับ

ต่อมาเป็น Tarte soufflé aux Gambas >> Tiger prawn tart soufflé with creamy lobster bisque จานนี้เป็นเมนูใหม่ล่าสุดที่เพิ่มเข้ามา ซึ่งได้เชฟมิชลิน 2 ดาว เชฟมานูเอล มาร์ติเนซ รังสรรค์ขึ้นมาให้ กำลังรอลุ้นว่าเชฟจะมาเมืองไทยอีกทีเมื่อไร อยากลองไปชิมฝีมือแบบจริงๆ บ้าง

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายจานทั้งสั่งมาทานกัน

Bon appétit

Main Course เลือกเป็น Scallops d’นำเข้าจาก Hokkaido และอีกจานเป็นเป็ด Le Confit de Canard

เราเลือกนั่งโต๊ะฝั่งที่หันหน้าไปทางสีลมครับ ฝั่งนี้จะค่อนข้างเงียบ เพราะอยู่คนละฟากกับบาร์ มีความเป็นส่วนตัวดีครับ เวลาคุยกันจะได้ยินกันชัดๆ หน่อย

ส่วนตัวชอบบรรยากาศแบบเป็นกันเอง มี Mr.Arthur สุดหล่อ เป็น Operation Manager ดูแลห้องอาหารนี้ อัธยาศัยไมตรีดีมากครับ ดูแลอาหารทุกจานที่เสิร์ฟ แนะนำเมนูที่ตั้งสั่ง รวมถึงยังให้ความรู้เกี่ยวกับวัตถุดิบของอาหารแต่ละจาน คอยบอกเราว่า Bon appétit ตลอดเวลา

ดูรีวิว Scarlett Wine Bar & Restaurant  ชั้น 37 โรงแรม Pullman Bangkok Hotel G สีลม เพิ่มเติมได้ที่ >> https://www.kantism.co/scarlett-wine-bar-restaurant/
จองโต๊ะ Scarlett Bangkok โทร. 0968607990
(LINE) @scarlettbkk
หรือที่ http://www.facebook.com/scarlettwinebarbangkok

ทานข้าวเสร็จ ลงมาเดินเล่นเก็บภาพยามค่ำคืนบริเวณด้านหน้า เปิดเป็นบาร์ The Playground Bubbles & Mixlogy Bar บางคืนก็จะมี live band มี DJ มาเปิดแผ่นด้วยครับ นอกจากนี้ยังมีของที่ระลึกจากทางโรงแรมจำหน่ายด้วย อุดหนุนหมวกแก๊ปสีขาวมาใบนึง น่ารักดีครับ

25 Degrees Bangkok

ด้านหน้าสุดของโรงแรมมีร้านเบอร์เกอร์ กับดริงก์แทรกตัวอยู่เงียบๆ เท่ห์ๆ ครับ ชื่อร้าน 25 Degrees Bangkok เป็นร้านดังมาจากลอสแองเจลิสครับ

25 ดีกรีส์ ร้านนี้เขาเคลมตัวเองว่าเป็ “เบอร์เกอร์ที่ดีที่สุดในกรุงเทพฯ” ใครอยากทานให้มาที่นี่เลย

25 ดีกรีส์ เป็นภัตตาคารเบอร์เกอร์ เปิดบริการ 24 ชั่วโมงครับ

มีตำแหน่งเป็นผู้ชนะเลิศ “การแข่งขันสุดยอดอเมริกันเบอร์เกอร์ปี 2016” และที่สุดของ “ครีเอทีฟ ยูส ออฟ ยู.เอส. โพเตโต” ด้วยเมนูเบค เบเนดิกทีน โพเตโต ดิ

นอกจากเบอร์เกอร์แล้ว บาร์อเมริกันนี้ยังเปิดให้บริการตลอดทั้งวัน ด้วยอาหารเช้า สลัด ไซด์ สต๊อกเครื่องดื่มไวน์ ลิกเคอร์ เบียร์และคราฟต์เบียร์

สิ่งที่เพิ่มมาและเหมาะกับเบอร์เกอร์บาร์คือ เมนูเบียร์เฟรนด์ลี่ การคัดสรรคราฟท์เบียร์ รวมทั้งมากกว่า 50 อาร์ทิสัน แอล และไซเดอร์จากยูเอสเอ ยูเค และยุโรป

จุดเด่นที่รับประกันความพึงพอใจของคนรักเบียร์ แฮนด์ คราฟท์ รวมถึงเบียร์ที่เริ่มการปฏิวัติการทำเบียร์สมัยใหม่ บรูด็อก พังก์ ไอพีเอ ที่ได้รับรางวัลจาก สก็อตแลนด์ ทำด้วยนิวเวิร์ลฮ็อบเพื่อระเบิดรสชาติของผลไม้เขตร้อน และไมเซลส์ไวเซอร์ ออริจินัล, ดังเคลไวเซนจากเยอรมนี ตัวอย่างที่ดีของเบียร์บรูตามสูตรบาวาเรียนเก่าแก่

25 ดีกรีส์ ดูจะเป็นทางเลือกที่ดี สำหรับผู้รักเบอร์เกอร์สุดแสนอร่อย เช่นผม เป็นต้น แถมยังใกล้บ้านอีกต่างหาก ดึกๆ ถ้าหิวล่ะก็ … ผมได้ที่นั่งเป็นของตัวเองแล้วล่ะครับ 555

ชอบการเลือกใช้สีแดงตัดดำ ทำให้ดูเคร่งขรึมแต่แอบสนุก ตกแต่งภายในอย่างมีสไตล์ในภัตตาคารแบบดั้งเดิม เท่ห์ๆ บรรยากาศสบาย ๆ เป็นกันเองมากครับ

Breakfast

มาดูในส่วนของอาหารเช้ากันบ้างครับ ถ้าแขกที่มาพักทั่วไปจะไปทานที่ภัตตาคารมิสตรอล ตั้งอยู่บนชั้น 2 ของโรงแรม  แต่ว่าเช้านี้ผมขึ้นมาทานที่ Executive Club Lounge บนชั้น 27 ของโรงแรมครับ อยากจะมาเก็บวิวสวยๆ กับอาหารเช้าเมนูพิเศษของทางโรงแรมมาฝากกัน

แค่เทควิวกรุงเทพฯ แบบพาโนราม่าเต็มตาแบบนี้ ก็อิ่มจุกกันเลยทันทีครับ

Executive Club Lounge ก็จะเป็นทั้งจุดเช็คอินสำหรับแขกที่พักห้องระดับ Executive Rooms และ Suites มีเครื่องดื่มต้อนรับ สามารถขึ้นมาจิบชา กาแฟ ทานขนมบนนี้ได้

มี Afternoon tea ให้บริการตอนบ่าย 2 ถึง 4 โมงเย็นของทุกวัน ตอนก่อนมื้อเย็นมี Cocktails กับพวก Canapés ไว้บริการ ทั้งหมดนี้ ฟรี นะครับ

ส่วนอาหารเช้าก็ขึ้นมาทานบนนี้ได้เลย วิวดีมากๆ ครับ

อาหารเช้าที่นี่ก็จะเน้นเซ็ทเมนู สั่งได้จากพนักงานครับ ไม่ว่าจะเป็นอาหารจานไข่ สั่งทำได้สารพัดเมนู อย่าง Scrambled, Poached, Omelet หรือไข่ต้ม ไข่เจียวได้หมดครับ เสิร์ฟมาพร้อมกับเครื่องเคียง

นอกจากนี้ยังเลือกเป็น Signature Homemade Grilles หรือจะเลือกเซ็ทอาหารนานาชาติ เช่น อาหารจีน, อาหารญี่ปุ่น, อาหารเวียดนาม หรืออาหารไทยก็ได้ ผมเลือกทานอาหารญี่ปุ่น เป็นแซลม่อนย่าง ทานกับซุปมิโสะ ผักดอง ไข่หวาน และข้าวญี่ปุ่นครับ แต่ที่ทางห้องอาหารอยากนำเสนอก็คือเมนูเพื่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็น Anti-Aging Bliss Set เป็นแซลม่อนย่างเสิร์ฟพร้อมกับเครื่องเคียง และมีกล้วยปั่นผสมโกโก้ น้ำผึ้งเป็นเครื่องดื่ม หรือใครอยากทานสลัดก็มี Detox Salad Set ด้วยครับ

เมนูเยอะอยู่ เลือกไม่ไหว นี่ยังไม่นับอาหารแบบบุฟเฟต์ที่ต้องเดินไปตักเองอีกนะเนี่ย

โดยรวมแล้วถือเป็นโรงแรมที่ผมชื่นชอบและพอใจในระดับหนึ่งเลยครับ ทั้งการออกแบบตกแต่ง ความสะดวกสบาย การบริการที่เป็นกันเอง ตัวอาคารดูจากภายนอก อาจจะไม่สะดุดตาเท่าไร แต่พอได้เข้ามาด้านในดูจะเป็นคนละเรื่องเลยครับ เฟี้ยวฟ้าวน่าดู

God doesn’t make orange juice,
God makes oranges.

เราในฐานะที่เป็นมนุษย์ หยิบเอาผลส้มจากพระเจ้ามา
เพื่อคั้นเป็นน้ำ, ทำเป็นแยม, หรือแกล้มกับเหล้า

เพียงแค่จะบอกว่า เราเป็นคนสรรสร้างทุกอย่างในชีวิตให้กับตัวเราเอง จากวัตถุดิบที่พระเจ้าหยิบยื่นให้

ส่วนใครจะนำไปปรุงแต่อย่างไร ก็สุดแท้แต่

 

Night with Bangkok view
at Pullman Bangkok Hotel G
PULLMAN BANGKOK HOTEL G
188 Silom Road, Bangrak, 10500
Bangkok, Thailand
Phone: +66 2352 4000
Fax: +66 2352 4199

— ที่ Pullman Bangkok Hotel G