NAKHON PHANOM

“Just keep swimming. Just keep swimming. Just keep swimming, swimming, swimming.

What do we do?

We swim, swim.”

เสียงสะท้อนจากปลาที่ว่ายใน Finding Nemo บอกเราไว้แบบนี้ครับ
ถ้าเป็นปลาก็ควรจะว่ายน้ำ เราเป็นอะไรก็ทำตัวเองให้เป็นอย่างนั้น

อะไรที่ทำแล้วฝืนตัวเองมากไป …. มันไม่เคยดี

ผมมาเที่ยวที่ “นครพนม” เมืองแห่งความสุข ครับเป็นจังหวัดเล็กๆ ที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ในที่นี่ผมหมายถึงการดึงอัตลักษณ์ที่โดดเด่นของเมืองออกมา

นครพนม – เราไม่อาจหาญกล้าเป็นเมืองเศรษฐกิจ เราไม่คิดจะบูมเรื่องท่องเที่ยวจนดึงคนเข้ามาจนล้นจนเละ
แต่เรา “เป๊ะ”​ ในแบบที่เราเป็นและเป็นสิ่งที่คนนอกอย่างผม “สัมผัสได้”

ถ้าจะเทียบนครพน๊มมมมมม เสียงสูงแบบมิสแกรนด์
เธอคงเป็นหญิงสาวที่เรียบๆ ง่ายๆ ไม่ค่อยมีจริตจก้าน แต่ยิ้มที … มีเสน่ห์ ทำเอาใจละลาย

นี่คือสิ่งที่ผมอนุมานและสรุปได้จากการมาเที่ยวนครพนม จังหวัดเล็กๆ ริมฝั่งโขงที่ติดชายแดนประเทศลาว ด้วยความตั้งใจแรกเริ่มคือ “อยากมาไหว้พระธาตุปีเกิด” ผมเกิดปีวอก พระธาตุปีเกิดคือ “พระธาตุพนม” ครับ

หลังจากหาข้อมูลก่อนเดินทางก็พบว่า นครพนมเป็นจังหวัดที่มีสถานที่เที่ยวน่าสนใจหลากหลาย เต็มเปี่ยมไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวด้านประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวพันกับหลายชาติ มีงานศิลปะที่งดงาม และมีวัฒนธรรมในแบบของตัวเอง มุมให้ถ่ายรูปก็เยอะมากมาย

บอกได้คำเดียวเลยว่า “ว๊าว”

ผมไปเที่ยวโบสถ์คริสต์เก่า ซึ่งสวยมาก และมีเรื่องราวที่น่าสนใจอยากจะหยิบมาเล่าให้ฟัง ทั้งโบสถ์นักบุญยอแซฟบ้านคำเกิ้ม และโบสถ์นักบุญอันนา

ผ่านร้านคาเฟ่เก๋ๆ น่านั่งก็เยอะ ร้านกินดื่มบรรยากาศดีๆ ก็มีหลายร้าน ส่วนมากอยู่ฝั่งริมน้ำ ลมเย็นสบายๆ เย็นๆ ผู้คนก็ออกมาวิ่ง ปั่นจักรยาน ออกกำลังกายกันริมน้ำโขงถ้าไปตรงกับวันเสาร์อาทิตย์จะมีถนนคนเดินด้วยครับ เป็นแหล่งแฮงค์เอ้าท์ของคนที่นี่เลยก็ว่าได้ แถมมีโรงแรมเปิดใหม่ๆ ราคาไม่แพงด้วยครับ

“นครพนม” ได้การยอมรับว่าเป็นเมืองหนึ่งที่มีความสุขที่สุดของไทย ซึ่งผมก็ว่า “มันใช่มาก”
เป็นเมืองเล็กๆ ที่เรียบง่าย สะอาด สงบ และสุข

เชื่อเลยว่าถ้าหากใครมีโอกาสได้มาเยือนเมืองริมฝั่งโขงนี้จะต้องตกหลุมรักนครพนมเหมือนผมอย่างแน่นอน

ลงเครื่องมาตอนเช้า ที่นครพนมมี 2 สายการบินให้บริการนะครับ มีหางแดง AirAsia กับน้องนก Nok Air ใครเป็นแฟนค่ายไหน เลือกได้เลยครับ

ผมเริ่มต้นการเดินทางในนครพนม ลงเครื่องแต่เช้า หากาแฟกินสักแก้วก่อนเลยครับ ใช้บริการเช่ารถขับจากสนามบิน มีให้เลือกหลายเจ้า เทียบราคากันเอาเองตามสบาย

ใช้เวลาประมาณ 20 นาทีก็เข้ามาสู่ที่ตัวเมืองครับ

เร่ิมต้นกันที่นี่ ร้านกาแฟ 76A The Club

มาถึงก็เดินหาร้านกาแฟเลย ตรงเส้นถนนคนเดินเลียบแม่น้ำโขงมีร้านกาแฟเยอะมาก แต่ไม่มีร้านไหนเตะตา โดนใจเท่าร้านนี้ ร้าน 76A The Club

ร้านกาแฟสีขาวที่ฮิปสุดละในนครพนม ….ในความว่างมีความสร้างสรรค์
ในความสร้างสรรค์ คือการกลั่นกรองมาอย่างเคี่ยวกรำ
เป็นมีความมินิมอล ที่ตั้งอยู่โดดเด่นต่างจากบริบทโดยรอบที่เป็นชุมชนโบราณริมน้ำ
แต่เป็นความลงตัวที่เกิดขึ้นอย่างตั้งใจ
ดูก็รู้ว่าผ่านกระบวนการคิด ผ่านการออกแบบในทุกอณูของร้าน

ร้านแบ่งออกเป็น 3 โซน
โซนแรกตกแต่งโดยใช้หินอ่อนเป็น Carrara ขัดลายฟีลจะสบายๆ เย็นๆ (ก็เป็นโซนห้องแอร์)
ด้านในเป็นสไตล์ Botanica Loft มีความขาว ดำ โมเดิร์น ตัดความแข็งกระด้างด้วยดอกไม้ที่จัดไว้ตามมุมต่างๆ ของร้าน

ขนมน่าทานมากครับ สั่งมาพร้อมกับลองเค้กอีก 2 ตัว เป็นเค้กช็อคโกแลต แต่งเหมือนไดโนเสาร์ เข้าท่าแหะ
อีกตัวเป็นเค๊กอัญชัญ สอดไส้ชั้นด้วยมูสเสาวรส อร่อยมากกกกก

สรุปว่า ดีย์ย์ย์

ส่วนด้านหลังเป็นเหมือนใต้ถุนบ้าน โล่งๆ สบายๆ บริเวณโดยรอบมีภาพประกอบน่ารักๆ ฝีมือของ “คุณก้อง-กันตภณ เมธีกุล” ศิลปินที่โด่งดังใน NewYork
อิจฉาคนนครพนมที่ได้ชมงานอาร์ตน่ารักๆ แบบนี้
ส่วนการออกแบบร้าน สอบถามได้ความว่าเจ้าของเป็นสถาปนิก ออกแบบร้านเอง
มิน่าละ!!

ร้านมีความนวลๆ จากการผสมผสานดีไซน์ของร้านเข้ากับกลิ่นกาแฟหอมเข้ม

คนก็เข้ม …

อะแฮ่ม!! หนุ่มๆ วิทยาลัยการบิน มหาวิทยาลัยนครพนม เค้ามาติวหนังสือกัน

76A The Club

อยากนั่งร้านนี้ทุกวัน (ถ้าเป็นไปได้)
ใครผ่านมานครพนม เชิญมาตำได้ครับ
ร้าน 76A The Club
พิกัด : ตรงข้ามลานคนเมือง ถนนสุนทรวิจิตร (ถนนคนเดิน)
Google map : goo.gl/maps/jLpwxWKvVXp
เปิด : จันทร์ – พฤหัสบดี 09:00-18:00
: ศุกร์ – อาทิตย์ 10:00-21:00
โทร : 092-564-9295

มาเดินเล่นกันครับ ออกจากร้านกาแฟมา ก็เดินมาทางขวา จะเจอถนนสายหลักที่เป็นบ้านโบราณและ ย่านการค้า มีตลาดอินโดจีน เป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจของที่นี่

ฝั่งตรงข้ามเป็นแม่น้ำโขงครับ เป็นการเดินเล่น ช้อปปิ้งที่ชิลล์มากๆ

ถึงแล้วโรงแรมของผมคืนนี้

เอ๊ย!! ไม่ใช่ครับ พอดีเดินผ่าน

ดูท่าจะน่าอยู่คู่นครพนมมานานนะครับ สำหรับโรงแรมเฟิร์ส แห่งนี้ ตอนนี้ยังเปิดให้บริการอยู่นะครับ ทำเลดี อยู่ใกล้ถนนคนเดินและแม่น้ำ

ใครเคยเข้าพักแล้วก็มาเล่าให้ฟังด้วยนะครับ

มาถึงโรงแรมที่ผมจองไว้ครับ ขับรถออกมาจากย่านใจกลางเมืองประมาณ 5 กิโล ก็จะเจอโรงแรมเปิดใหม่ แต่ดีไซน์ เก๋มากกกกก

R-Photo Hotel มีความชิคๆ มินิมอล ขาวดำอีกละ

ทริปนี้เรามีความคุมโทนมากๆ

ห้องพักที่นี่ มี 3 แบบนะครับ ผมพักห้องธรรมดา ชื่อห้อง 35 มม. (ล้อกับกล้องฟิล์ม 35 มม.) ราคา 790 บาท/คืน รวมอาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน

ผมว่าประมาณนี้ก็โอเค สำหรับโรงแรมเปิดใหม่ ดีไซน์เก๋ สะอาดสอ้าน มีการตกแต่งด้วยภาพถ่ายและกล้องถ่ายรูป จนบางทีก็อดสงสัยว่าเจ้าของโรงแรมชอบเล่นกล้องอะไรเบอร์นั้น!!

ด้านหน้าของโรงแรมมีร้านอาหารกับคาเฟ่ครับ มีความคุมโทนลามมาถึงที่นี่ เอาจริง ผมชอบมากเลยนะ โรงแรมดีไซน์สวย ฟังก์ชั่นดี มีครบ อ่อ!! ขาดสระว่ายน้ำ

ทุกอย่างคือดีย์หมด ถ้าไม่ติดเรื่องการบริการของพนักงานที่ (เหมือน) ไม่ค่อยอยากเซอร์วิสเท่าไร ตั้งแต่ห้องพักยันร้านอาหาร

หลังๆ พอมาทำงานด้านสายบริการ ผมค่อนข้างจะคอนเซนเทรดกับเรื่องพวกนี้มาก แต่เพื่อนที่ไปด้วยกันบอกว่

แหม … 790 จะเอาอะไรมาก ได้แค่นี้ก็ดีละ

อ่ะ!! ก็เงินอ่ะเนอะ

คลังแสงกล้องของโรงแรม มีกล้องอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีกล่องฟิล์มมาแจมด้วย

สวยมากครับ

อ่ะ เช็คอินเสร็จ ก็ขับรถออกมาเที่ยวข้างนอกกันต่อ ผมชอบความเรียบง่ายในวิถีชีวิตของคนที่นี่ ผมว่าเป็นอีกจังหวัดที่ได้สมญาว่า “สโลว์ไลฟ์” นะ สำหรับนครพนมเมืองติดฝั่งแม่น้ำโขง เชื่อมโยงไทยลาว ผู้สาวสวย ผู้บ่าวก็หล่อดีต่อใจ แม่ค้าแม่ขายก็ใจดี ซื้อของก็มีต่อมีลด มีแถมกันไป

ขับออกนอกเมืองมาสักพัก ดูจากแผนที่ก็ใกล้ถึง วัดนักบุญยอแซฟ บ้านคำเกิ้ม

มองจากประตูทางเข้า เราเห็นอาคารโบราณที่ตั้งอยู่โดดเด่นด้านหน้าของบ้านคำเกิ้ม

ที่นี่มีโบสถ์เก่าแก่ที่สร้างตั้งแต่สมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งยังคงทิ้งร่องรอยความเสียหายจากการถูกระเบิดเมื่อครั้งเกิดกรณีพิพาทอินโดจีน ทำให้บรรยากาศดูขลังตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้าไป

รูปนี้คือ โบสถ์ใหม่ หลังคาสีฟ้า ตัวอาคารสีขาว และมีหอระฆังอยู่ทางขวา

ส่วนภาพถัดมาคือ โบสถ์เก่า ซึ่งตัวอาคารก่ออิฐถือปูนแบบยุโรป แต่โครงหลังคาสร้างด้วยไม้ รวมถึงบานประตูและโครงหน้าต่างก็ทำจากไม้เช่นกัน บานหน้าต่างด้านล่างกรุกระจก 6 ช่อง เปิดออกรับลมได้ ส่วนหน้าต่างบนยอดโบสถ์ แต่เดิมกรุกระจกสี 4 ช่อง มีห้องแยกออกมาซ้ายขวา สำหรับเป็นห้องซาคริสเตียและห้องฟังแก้บาป

อาคารหลังเก่าอายุถึง 127 ปี เป็นสถาปัตยกรรมฝรั่งเศส สร้างโดยคณะมิซซังฝรั่งเศสที่อพยพมาจากเวียดนามพร้อมคนงานในความดูแลของฝรั่งเศส ตั้งรกรากที่นี่จนกลายเป็นคนไทยเมื่อมีการแบ่งเขตแดน ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 แต่ดูจากสภาพตอนนี้เริ่มผุพังไปตามเวลา

ผมตั้งใจมาเก็บแสงเย็นที่โบสถ์บ้านคำเกิ้ม เพราะคิดว่าน่าจะถ่ายทอดความเก่าแก่ของสถานที่ได้ดี และก็ไม่เป็นที่ผิดหวังครับ

มาครับนักเรียน เดี๋ยวคุณครูจะเล่าเรื่อง วัดนักบุญยอแซฟ บ้านคำเกิ้ม ให้ฟัง

กลุ่มคริสตชนคำเกิ้ม คือกลุ่มคริสตชนชาวเวียดนามจากนครพนม รวมตัวกันเมื่อค.ศ. 1883 (พ.ศ. 2426) คราวกลับจากหนองคายและเวียงจันทน์ในการสำรวจเส้นทาง เพื่อวางแผนงานการแพร่ธรรมตามหัวเมืองภาคอีสานเหนือ โดยอาศัยอยู่ทางทิศเหนือของเมืองนครพนม

“การย้ายไปอยู่คำเกิ้มเกิดขึ้นประมาณกลางเดือนมกราคม ค.ศ. 1885 และประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ปีเดียวกันนี้ได้มีการสร้างบ้านพักพระสงฆ์ขึ้นพร้อมกับวัดที่น่าสงสารหลังหนึ่ง ส่วนพระแท่นทำด้วยไม้…”

นับเป็นวัดชั่วคราวหลังคามุงหญ้าฝาขัดแตะ ซึ่งใช้งานเป็นเวลาหลายปี ต่อมาจึงได้สร้างบ้านพักพระสงฆ์ขึ้นพร้อมกับวัดหลังใหม่ถาวร ผนังก่ออิฐถือปูน หลังคามุงด้วยไม้

จนกระทั่ง ค.ศ. 1940 (พ.ศ. 2483) เกิดกรณีพิพาทอินโดจีนและการเบียดเบียนศาสนา วัดได้รับความเสียหายจากการถูกลอบวางเพลิงจนไม่สามารถใช้การได้ จากนั้นวัดก็ได้ถูกทิ้งร้าง มีต้นไม้ต้นหญ้าขึ้นปกคลุมเต็มไปหมด บ้านพระสงฆ์ก็พังลงมาเหลือแต่กำแพงด้านหน้าเหมือนกรุงเยรูซาแลม

ต่อมา ในปีค.ศ. 1982 (พ.ศ. 2525) ได้มีการสร้างวัดใหม่หลังที่ 4 พร้อมกับทำรั้วกั้นรอบบริเวณวัด สร้างศาลาอเนกประสงค์ ถ้ำแม่พระและปรับปรุงบ้านพักพระสงฆ์ สร้างหอระฆังบริเวณด้านหน้าวัดด้านขวา ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือจากชาวคำเกิ้มในการพัฒนาและปรับปรุงหลายอย่างให้ดีขึ้น อาทิ รื้อกำแพงเก่าด้านหน้าวัดเพื่อทำกำแพงใหม่ สร้างซุ้มประตูโรมันและถนนเข้าสู่ตัววัด รื้อรั้วกั้นรอบบริเวณวัดออกเพื่อปรับภูมิทัศน์ให้สวยงามและกว้างขวาง พร้อมกันนี้ได้ทำหลังคาบ้านพักพระสงฆ์ที่ถูกพายุพัดเสียหาย

ภายในอาคารหลังเก่า ยังคงสไตล์เดิมๆ ของฝรั่งเศสเอาไว้ มีไม้กางเขนเป็นสัญลักษณ์

ขับรถเข้ามาในเมืองกันบ้าง ลัดเลียบเลาะถนนริมแม่น้ำโขงมา ก็จะได้พบกับวัดนักบุญอันนา เป็นวัดคริสต์สวยงามอีกแห่งในเมืองนครพนม ตั้งอยู่ถนนสุนทรวิจิตร เลียบเขื่อนหน้าเมือง สร้างขึ้นใน ค.ศ.1926 โดยคุณพ่อเอทัวร์ นำลาภ อธิการโบสถ์ วัดนักบุญอันนาเป็นสัญญาลักษณ์แสดงความเป็นเมืองที่มีคนหลายเชื้อชาติอาศัยอยู่ เช่น คนญวน คนไทย คนจีน คนลาวเป็นต้น

มีสถาปัตยกรรมที่สวยงามแปลกตา และยังมีอาคารที่ทำการศาสนกิจของบาทหลวงนิกายคาทอลิก อาคารหลังนี้มีสถาปัตยกรรมแบบโคโรเนียลก่อด้วยอิฐปูน ภายนอกสีเหลืองสวยงาม ใช้วัสดุก่อสร้างบางอย่างนำเข้ามาจากเมืองไซ่ง่อน ประเทศเวียดนาม ซึ่งสมัยนั้นมีเพียงบริษัทเดินเรือบริษัทเดียวที่เดินเรือระหว่างไซ่ง่อนกับเวียงจันทน์สัปดาห์ละครั้ง จึงเข้าใจได้ว่าต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะสร้างเสร็จ นับเป็นผลงานชิ้นเอกที่ยังความพิศวงงงงวยแก่ผู้ที่พบเห็น แต่น่าเสียดายที่อาสนวิหารนี้ได้ถูกระเบิดทำลายจนหมดสิ้นในช่วงที่เกิดกรณีพิพาทอินโดจีน

ในช่วงก่อนวันคริสต์มาส ชาวคริสแต่ละชุมชนจะประดิษฐ์ดาวรูปแบบต่างๆ แล้วแห่มารวมกันไว้ที่นี่

มีหลายคนสงสัยว่า นักบุญอันนา คือใคร … นักบุญอันนาคือ แม่ของพระแม่มารีซึ่งเป็นแม่ของพระเยซูนั้นเอง หรือจะเรียกว่าเป็น ยายของพระเยซูก็ได้ครับ

ลัดเลาะมาถนนเลียบแม่น้ำโขงสายเดิม ขับรถมาเรื่อยๆ ก็จะถึงจวนผู้ว่าเก่า แหล่งท่องเที่ยวและสถาปัตยกรรมสวยงามอีกแห่งในเมืองนครพนม ค่าธรรมเนียมเข้าคนละ 20 บาท อาคารมีอายุเก่าแก่มาก เป็นสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก ได้รับอิทธิพลการก่อสร้างจากฝรั่งเศสช่วงสมัยสงครามอินโดจีน

ภายในจัดแสดงเกียวกับเรื่องราวของจังหวัดนครพนม ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีทำเนียบท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

จัดแสดงห้องประทับของในหลวง รัชกาลที่ 9 และพระราชินีเคยเสด็จประทับขณะมาเยี่ยมเยียนพสกนิกรชาวไทยเมื่อปี 2498

นอกจากนี้ ยังมีห้องจัดแสดงต่างๆที่น่าสนใจมากมาย ด้านหลังมีอาคารเล็กจัดแสดงนิทรรศการประเพณีไหลเรือไฟหนึ่งเดียวของประเทศไทยด้วย เช็ควันให้ดี เพราะที่นี่เปิดบริการให้เข้าชม วันพุธ-อาทิตย์ เวลา 9.00-17.00 น.

เย็นๆ เรามานั่งเล่นริมโขงกันครับ คึกครื้นมากกกกกก

มีผู้คนมาออกกำลังกาย ปั่นจักรยาน วิ่งรอบโขง เต้นแอโรบิค พ่อแม่พาเด็กๆ มาเดินเล่น ผมชอบตรงที่ทางเทศบาลจัดเครื่องออกกำลังไว้บริเวณลานว่างๆ ในหลายจุด ทำให้เราสามารถขยับกายได้ตลอด

นั่งเพลินๆ ก็จะมีเรือล่องผ่านมาครับ สังเกตว่าเรือจะมี 2 แบบ

แบบด้านบนคือล่องเรือทานข้าว ชมทัศนียภาพของสองฝั่งโขง บรรยากาศเห็นวิถีชีวิตของชาวไทย และชาวลาว กำลังหาปลาในแม่น้ำอันกว้างใหญ่ มีภาพฉากหลังเป็นภูเขาหินปูนสูงใหญ่สลับซับซ้อนงดงามราวกับภาพวาด

ส่วนด้านล่างคือล่องเรือเที่ยวข้ามไปทางฝั่งเมืองท่าแขกประเทศลาวครับ มีรอบ 5 โมงของทุกวัน คนละ 50 บาท โดยท่าเรืออยู่ตรงข้ามกับตลาดอินโดจีน การนั่งเรือล่องแม่น้ำโขงใช้เวลา 1 ชั่วโมงนิดๆ ตลอดการนั่งเรือจะได้ฟังคำบรรยายจากวิทยากร ชาวนครพนม ที่บอกเล่าเรื่องราวสถานที่ที่เรือล่องผ่าน

หากไม่ชอบนั่งเรือ ก็มาหามุมถ่ายรูปเล่นริมโขงกันครับ

ผมชอบบ้านเรือนริมน้ำ เพราะนอกจากจะดูขลังแล้ว ยังเต็มไปด้วยเสน่ห์แห่งวิถีชีวิตครับ ดูแล้วชักจะติดใจ อยากมาอยู่นครพนมเสียแล้วซิ

ส่วนแลนมาร์คอันศักดิ์สิทธิ์ ของคนนครพนมที่ใครๆ ต่างก็มาแวะกราบไหว้ ถ่ายรูปกันนั่นก็คือ “พญาศรีสัตตนาคราช” ตั้งอยู่ติดริมฝั่งแม่น้ำโข

ภายใต้ความเชื่อเกี่ยวกับ “องค์พญาศรีสัตตนาคราช” ซึ่งเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของ นครพนม อย่างที่ทราบกันว่าพี่น้องชาวไทยและชาวลาว ล้วนมีความเชื่อผูกพันอยู่กับองค์พญานาค พอๆ กับความผูกพันในลำน้ำโขง รุ่นปู่ย่าล้วนศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์ของพญานาคในฐานะที่เป็นผู้ดูแลปกปักษ์รักษาแถบลุ่มน้ำโขง รักษาพุทธศาสนา รวมถึงองค์พระธาตุพนม ซึ่งเป็นองค์พญานาคทองเหลืองที่ใหญ่ที่สุดของภาคอีสาน แน่นอนว่าจากประติมากรรมที่สูงค่าผนวกกับความเชื่อความศรัทธาที่มีต่อองค์พญาศรีสัตตนาคราช ย่อมส่งผลให้จังหวัดนครพนม ดินแดนแห่งลุ่มน้ำโขงกลายเป็นแลนด์มาร์คสำคัญที่สร้างคุณค่าต่อเศรษฐกิจของจังหวัดอย่างไม่อาจปฏิเสธ ณ บริเวณที่ประดิษฐานองค์พญานาค ลานศรีสัตตนาคราช ริมฝั่งแม่น้ำโขงหน้าสำนักงานป่าไม้ ถนนสุนทรวิจิตร ในเขตเทศบาลเมืองนครพนม

แหล่งท่องเที่ยวจังหวัดนครพนม ศูนย์กลางท่องเที่ยวในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง องค์พญาศรีสัตตนาคราช หล่อด้วยทองเหลือง มีน้ำหนักรวม 9,000 กก. เป็นรูปพญานาคขดหาง 7 เศียร ประดิษฐานบนแท่นฐานแปดเหลี่ยม กว้าง 6 เมตร ความสูงทั้งหมดรวมฐาน 15 เมตร สามารถพ่นน้ำได้ วัตถุประสงค์การก่อสร้างครั้งนี้เพื่อเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณี และความเชื่อเกี่ยวต่อเรื่องพญานาคของชาวไทย และชาวลาวที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง อีกทั้งยังต้องการยกระดับแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดนครพนม เพื่อรองรับการเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ซึ่งสถานที่แห่งนี้จะกลายเป็นแลนมาร์กแห่งใหม่อีกจุดหนึ่งของภูมิภาคนี้

หอนาฬิกา ถ.สุนทรวิจิตร ริมแม่น้ำโขง (ดูเหมือนหอนาฬิกาจะเป็นศูนย์กลางการเที่ยวทุกจังหวัดเลย) ในเวลาค่ำคืนออกย่ำราตรีกันได้ ที่ “ถนนคนเดินนครพนม” จะอยู่ที่ตรงบริเวณ “หอนาฬิกา” นี่เอง

แต่!!

ถนนคนเดินจะมีเฉพาะ วันศุกร์ เสาร์ และ อาทิตย์ 3 วันเท่านั้นนะครับ เริ่มตั้งร้านขายของ กันตั้งแต่ช่วงเย็นๆ ไปจนถึงประมาณ 3 ทุ่มครับ

ถ้ามาวันธรรมดาแบบผมก็อดไป!!

ไม่เป็นไร ดูหอนาฬิกาไปพลางๆ เป็นหอนาฬิกาเวียดนามอนุสรณ์ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2503 เป็นสถานที่อีกแห่งที่ใครไปใครมาเมืองนครพนมก็ต้องมาถ่ายรูปกันครับ เนื่องจากเป็นสิ่งที่ชาวเวียดนามสร้างไว้เป็นอนุสรณ์แก่ชาวนครพนม เมื่อคราวย้านกลับไปสู่มาตุภูมิประเทศเวียดนาม

หิวละครับ หาข้าวกินดีกว่า เย็นๆ บนถนนเส้นนี้ก็จะคึกคักไปด้วยผู้คนที่มาทานข้าว นั่งดื่ม ฟังเพลงกันครับ ร้านนั่งชิลล์ที่คนเยอะหน่อยก็เห็นจะเป็นร้านนี้ชื่อ ร้าน ห-นาฬิกา อยู่ใกล้ๆ หอนาฬิกาที่เล่าไปเมื่อสักครู่

ส่วนเราไม่ใช่สายสุรา ก็มานั่งร้านอาหารฝั่งตรงข้าม ชื่อร้าน เตี๋ยวเต็มโต๊ะ ณ นครพนม สาขา 2 อยู่ถนนคนเดินนี่เลยครับ

บรรยากาศร้านก็อารมณ์วินเทจนิดๆ มีของเก่ามาเป็นกิมมิค น่ารักดีครับ สั่งอาหารมาเยอะมาก (แต่ไม่ได้สั่งก๋วยเตี๋ยวเลย 555) หม้อไฟอร่อยครับ ส้มตำก็แซ่บ

แนะนำให้อีกร้านเผื่อใครสนใจ ผมไปทานกลางวันที่ร้าน สบายดี@นครพนม มาด้วยครับ ที่นครพนม จะเห็นร้านอาหารที่เป็นเมนูปลาแม่น้ำโขงเยอะแยะมากมาย แต่จากการสอบถามคนท้องถิ่นบอกว่าร้านนี้ อาหารรสชาติดี โดยเฉพาะสุกี้ลาว ปลาจุ่ม อะไรพวกนี้

มาที่นี่นครพนมต้องทานปลาแม่น้ำโขงครับ รับประกันความสด ซึ่งปลาแต่ละชนิดก็มีให้ได้ทานเฉพาะบางฤดูกาลเท่านั้น

สั่งเมนูปลาจุ่มมาลองทาน เป็นปลาแม่น้ำโขงหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ บางๆ เสริฟมาเป็นชุดพร้อมผัก และ เครื่องเคียง คีบจุ่มลงไปในน้ำซุป เดือดๆ แปบเดียวพอจากนั้นก็เอามาจิ้มน้ำจิ้มแซ่บๆ ปลาเนื้อหวานเหนียวนุ่ม ละลายในปาก อร่อยเลยครับ ปลาสดๆ แบบนี้!

“ร้านสบายดี@นครพนม” เป็นร้านอาหารที่มีเมนูอาหารค่อนข้างหลากหลายครับ มีทั้งอาหารท้องถิ่น อาหารไทย อาหารฝรั่ง อาหารลาว แต่ที่เด็ดก็คือ เมนูบรรดาปลาแม่น้ำโขงอย่างที่บอกไปนี่แหละครับ ที่ต้องลอง

มาถึงคิวไหว้พระกันบ้าง เดินสายไหว้พระธาตุกันรัวๆ อาจจะไหว้ไม่ครบทั้ง 8 แห่งนะครับ

เริ่มจาก พระธาตุพนม ซึ่งเป็นพระธาตุปีเกิดของผมเอง (ปีวอก) และยังเป็นพระธาตุประจำวันเกิดวันอาทิตย์ด้วย
ประดิษฐานอยู่ ณ วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร ในอำเภอธาตุพนม พระธาตุพนมไม่เพียงแต่เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวนครพนมเท่านั้นยังเป็นที่ เคารพของ ชาวไทยภาคอื่น ๆ และชาวลาวอีกด้วย ว่ากันว่าถ้าใครได้มานมัสการพระธาตุครบ 7 ครั้ง จะถือว่าเป็น “ลูกพระธาตุ” เป็นสิริมงคลแก่ชีวิตและจะมีความเจริญรุ่งเรือง หรือแม้แต่การได้มากราบพระธาตุพนม 1 ครั้ง ก็ถือ เป็นมงคลแก่ชีวิตแล้ว พระธาตุนคร พระธาตุประจำวันเกิด “วันเสาร์” ประดิษฐานอยู่วัดมหาธาตุ อ.เมือง อยู่ติดกับแม่น้ำโขง จ.นครพนมลักษณะพระธาตุ เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส ภายในบรรจุพระอรหันต์สารีริกธาตุ มีความเชื่อว่า ผู้ที่ได้มานมัสการพระธาตุแห่งนี้ จะได้รับอานิสงส์ในการเสริมบุญบารมี มีอำนาจวาสนา

พระธาตุเรณู เป็นพระธาตุประจำวันจันทร์ ประดิษฐานอยู่ วัดพระธาตุเรณู อ.เรณูนคร สร้างเมื่อปี พ. ศ. 2461 มีความสูง 35 เมตร กว้าง 8.37 เมตร มีซุ้มประตู 4 ด้าน ภายนอกตัวพระธาตุทาด้วยสีขาวและสีชมพู ดูเด่นชัด และสวยงาม มีความเชื่อว่า หากผู้ใดได้ไปนมัสการพระธาตุเรณูแล้ว จะส่งผลให้มีชีวิตมีความผุดผ่องดั่งแสงจันทร์

พระธาตุศรีคุณ เป็นพระธาตุประจำวันอังคาร ประดิษฐานอยู่ วัดพระธาตุศรีคุณ อ.นาแก ลักษณะของพระธาตุ ส่วนบนจะคล้ายกับ พระธาตุพนม เป็นรูปสี่เหลี่ยม ประดับลวดลายปูนปั้น มีความเชื่อว่า ผู้ที่ได้มากราบนมัสการพระธาตุแห่งนี้จะได้รับอานิสงส์ให้มีศักดิ์ศรีทวีคูณ

พระธาตุมรุกขนคร เป็นพระธาตุประจำวันพุธ(กลางคืน) เป็นพระธาตุประจำวันเกิดของผมเอง

ประดิษฐานอยู่ วัดมรุกขนคร อ.ธาตุพนม เป็นพระธาตุที่มีความสูง 40 เมตร ลักษณะคล้ายกับพระธาตุพนม โดดเด่นด้วยลวดลายสีทองสะท้อนกับแสงแดดอย่างสวยงาม

พญานาค 5 เศียรนี้งดงามมากครับ

พระธาตุมรุกขนคร เป็นพระธาตุเพียงองค์เดียวในบรรดาพระธาตุประจำวันเกิดทั้ง 8 องค์ ที่เปิดฐานชั้นล่างให้เดินเข้าไปได้ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปที่งดงาม ปางประทานพร มีบันไดเดินขึ้นไปชั้นบนขององค์พระธาตุได้ เพียงแต่จะมีประตูปิดเอาไว้ เราจึงเข้าได้เพียงฐานชั้นล่างเท่านั้น

อนุสรณ์สถานประธานโฮจิมินห์

เนื่องจากนครพนม เป็นจังหวัดที่มีความสัมพันธ์อันดีกับเวียดนาม มีความเกี่ยวพันทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ กับ ลุงโฮ หรือ อดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์ ซึ่งเคยเดินทางเข้ามาอยู่ในพื้นที่นครพนม ช่วงปีพ.ศ. 2466 –2474
ที่เคยลี้ภัยมาอาศัยอยู่ จ.นครพนม ในช่วงระหว่างการทำสงครามโลก โดยพำนักอยู่ที่ บ้านนาจอก

จึงทำให้บ้านนาจอกเป็นสถานที่สำคัญด้านประวัติศาสตร์ของชาวนครพนม และชาวไทยเชื้อสายเวียดนาม มีการก่อสร้างหมู่บ้านมิตรภาพไทยเวียดนามขึ้น เมื่อปีพ.ศ. 2547 บนเนื้อที่ 5 ไร่โดยได้รับทุนสนับสนุนงบประมาณ 45 ล้าน จากทางการเวียดนาม ร่วมกับชาวไทยเชื้อสายเวียดนาม เปิดเป็นทางการวันที่ 19 พฤษภาคม 2559 ซึ่งตรงกับวันเกิดของลุงโฮ

ลุงโฮ หรือประธานโฮจิมินห์ คือ นักปฏิวัติผู้ยิ่งใหญ่ของเวียดนาม ผู้ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม เรียกร้องให้เวียดนามมีสิทธิ์ในการปกครองตนเอง ให้เป็นเอกราชจากประเทศฝรั่งเศส

ลุงโฮเข้ามาอาศัยพึ่งพระบรมโพธิสมภารแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อกอบกู้เอกราชของเวียดนามในช่วงระหว่างการทำสงคราม เพื่อเตรียมการ ปฏิวัติสู้กับประเทศฝรั่งเศส โดยมาอาศัยอยู่กับเพื่อนที่ มาจากเวียดนามที่ถือได้ว่าเป็นเพื่อนสนิทร่วมอุดมการณ์เดียวกัน เพื่อนสนิทของลุงโฮเข้ามาพำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย

ภายในอนุสรณ์สถานประธานโฮจิมินห์ มีหุ่นขี้ผึ้งประธานโฮจิมินห์ มีการจำลองบ้านหลังเดิมที่ลุงโฮที่เคยอาศัยอยู่ ข้าวของเครื่องใช้วางอยู่ภายในบ้าน มีการแสดงภาพถ่ายประวัติศาสตร์ให้ได้ศึกษากัน

ถัดมาไม่ไกลจากอนุสรณ์สถานประธานโฮจิมินห์ จะเป็นบ้านลุงโฮจิมินห์ (ของจริง) ที่หมู่บ้านนาจอก บ้านเดียวกันนี้ครับ ที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวและสถานที่ที่ได้มีการจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ ว่าถ้าหากอยากมาดูบ้านหลักแรกในพื้นที่จริงต้องมาที่บ้านนี้ มีป้ายบอกด้านหน้าชัดเจน

ภายในบริเวณเป็นบ้านพัก จัดแสดง ภาพถ่ายการทำงานของลุงโฮในอดีตเมื่อปีพ.ศ. 2471-2472 สิ่งของเครื่องใช้ในช่วงที่ลุงโฮพำนักอยู่ ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะทำงาน ห้องนอน บ้องสูบยา ฯลฯ แบ่งออกเป็น 3 ห้อง คือ 2 ห้องนอน ห้องโถง เพื่อให้คง บรรยากาศเดิม ๆ ไว้

ด้านนอกมีต้นมะพร้าวและต้นมะเฟืองที่ลุงโฮปลูกไว้ ที่ยังคงมีให้เห็นชมอยู่ถึงปัจจุบัน รอบๆบ้าน ยังร่มรื่นด้วยไม้ดอกไม้ประดับนานาพรรณ

ปัจจุบันบ้านหลังนี้ ดูแลโดยคนรุ่นลูกรุ่นหลาน เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.30 น. สามารถโทรสอบรายละเอียดได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0 4252 2430

สะพานมิตรภาพไทย-ลาว 3 นครพนม

เป็นสะพานที่เชื่อมต่อระหว่างประเทศไทย (พื้นที่ฝั่งไทยที่บ้านห้อม ตำบลอาจสามารถ อำเภอเมืองนครพนมม) กับประเทศลาว(บ้านเวินใต้ เมืองท่าแขก แขวงคำม่วน) เป็นสะพานที่มีความสวยงามมากอีกแห่งหนึ่งของไทยครับ จะเห็นได้จากวิวข้างหลังเป็นภาพภูเขาหินปูนน้อยใหญ่ที่เรียงรายสลับซับซ้อน

จากจุดที่ถ่ายรูปเราสามารถยืนชมวิวริมฝั่งโขง หรือจะมาเดินเล่นพักผ่อนรับลมเย็น ที่พัดมาจากฝั่งลาวก็สบายๆ ครับ

โดยสรุปแล้ว “นครพนม” เป็นจังหวัดที่มีเสน่ห์เฉพาะตัวครับ ผมชอบความเรียบง่าย ไม่ประดิษจนเกินงาม ไม่เกรงขามจนเกินตัว

ผู้คนที่นี่น่ารัก ดูใจเย็น เหมือนลมที่พัดมาจากริมฝั่งโขง รู้สึกสงบใจที่ได้มาพักผ่อนที่นี่

แต่เอาเข้าจริง น่าจะต้องกลับมาอีก เพราะเล็งไว้ว่าคราวหน้าจะเลยไปฝั่งลาว ตรงแขวงคำม่วนบ้าง

น่าจะม่วน!!