MöVENPICK ASARA RESORT & SPA HUA HIN

“For whatever we lose like a you or a me, It’s always our self we find in the sea.”

บางทีเราก็ไม่ได้อยากไปทะเลเพียงเพราะอยากเล่นน้ำทะเลหรอก … ว่าไหมครับ

เพียงแค่ได้ปูผ้านั่งริมชายหาด จิบคอคเทลเบาๆ เคล้าเสียงคลื่นสาดกระทบฝั่ง ดังซู่ ซู่!!

เท่านี้ก็ช่วยเติมเต็มกำลังใจให้กับชีวิต ในช่วงที่กำลังท้อแท้แบบนี้อยู่ได้ดีครับ

In the waves of change, we find our direction.

จังหวะชีวิตช่วงนี้เหมือนหน้ามรสุมเดือนสิงหา เพราะว่าฝนฟ้าคะนองกระจายไม่เว้นแต่ละวันครับ บางวันถึงขั้นมีฟ้าผ่าลงมากลางหัวใจทำให้เจ็บปวดไปทั่วทั้งอณู!!

ดูเหมือนว่าการเยียวยาด้วยสถานที่แห่งความทรงจำ อาหารจานโปรด ที่เราชื่นชอบ เสียงเพลงเพราะๆ คลอเคียงคู่ เสิร์ฟพร้อมกับเครื่องดื่มจากแก้วสีสวย ก็น่าจะช่วยทำให้เราสบายใจขึ้นได้ครับ

กอรปกับผมเป็นคนชอบพักผ่อนที่โรงแรมสวยๆ ตกแต่งแบบมีสไตล์ ยิ่งถ้าได้พักโรงแรมที่อยู่ติดชายทะเลแล้วละก็ … ยิ่งฟินไปใหญ่ คล้ายกับเป็นสวรรค์บนดินดีๆ นี่เองครับ

ยิ่งถ้าได้ไปลองของใหม่ โดยเฉพาะโรงแรมที่เปิดใหม่ (เอาให้สมกับคอนเซปต์ของเวปนี้) หรือว่าจะเป็นโรงแรมที่เพิ่งรีโนเวท-รีแบรนด์ใหม่ เอ๊าาา มันช่างยั่วยวนให้ไปทักทายเสียเหลือเกินครับ

เหมือนกับอัสรา (Asara) ที่แต่งหน้าแต่งตาใหม่กลายมาเป็น Mövenpick Asara Resort & Spa Hua Hin ครับซึ่งยังคง concept ความเป็น Modern Thai Luxury ที่เสริมจุดแข็งในเรื่องของมาตรฐานการให้บริการของเชนโรงแรมใหญ่จากสวิตฯ อย่าง Mövenpick ครับ

เลยทำให้ตอนนี้ชื่อชั้นของ Mövenpick Asara Resort & Spa Hua Hin กลายเป็นท็อปลิสต์ของการพักผ่อนในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ของในหลายคนรวมทั้งผมด้วยครับ

อัสรา … เธอสวยขึ้นจับใจจริงๆ

วันนี้ Kant Journey จะพามารีวิวโรงแรม Mövenpick Asara Resort & Spa Hua Hin ครับ

เราพักที่ห้องแบบ Junior Suite Pool View True View ครับ ห้องค่อนข้างกว้าง จริงๆ ต้องเรียกว่าบ้าน เพราะมีลักษณะเป็นวิลล่า มีประตูบ้านและรั้วรอบแยกเป็นสัดส่วน มีสวนทั้งในและบริเวณรอบตัวบ้าน ซึ่งทำให้เต็มไปด้วยแมกไม้ที่คอยให้ความร่มรื่นระหว่างที่เราเข้าพักครับ

ห้องพักที่นี่มีหลายแบบ แต่ถ้าจะให้แนะนำ ผมว่า เลือกเป็น Junior Suite Pool View True View แบบผมนี่แหละครับ คุ้มค่าคุ้มราคาสุด

ภายในตกแต่งสไตล์ Modern Thai Luxury ครับ มีความเป็นไทยที่แฝงเอาไว้ภายใต้การออกแบบที่คงความเป็นเอกลักษณ์ของ Mövenpick และเพิ่มเติมเอาความเป็นอัสรา เข้ามาไว้ได้อย่างลงตัวครับ ห้องพักค่อนข้างกว้างขนาด 120 ตารางเมตร ตรงนี้ถือเป็นจุดขายเลยครับ เพราะจ่ายในราคาห้องเริ่มต้นแต่กลับได้ห้องพักที่กว้างกว่าโรงแรมทั่วไปที่มีขนาด 30-40 ตรม. เรียกได้ว่าใหญ่กว่า 3-4 เท่าตัวเลยทีเดียว ภายในแยกส่วน ทั้งห้องรับแขก ห้องนอน มีห้องน้ำและห้องอาบน้ำแยกส่วนกัน

ส่วนตัวผมค่อนข้างชื่นชอบการตกแต่งตามมาตรฐานของ Mövenpick ทีไม่ว่าไปอยู่ประเทศไหนก็มักจะสะท้อนถึงมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศนั้นๆ ได้อย่างลงตัว

ห้องพักเป็นแบบวิลล่าครับ ดังนั้นเราสามารถเพลิดเพลินไปกับสระว่ายน้ำจากระเบียงห้องได้ทันที นี่คือจุดเด่นที่เหมาะสำหรับคนที่ต้องการความเป็นส่วนตัวในการพักผ่อนครับ

รูปนี้จะเห็นว่าผนังบ้านของวิลล่าเป็นกระจกทั้งหมดครับ และด้านนอกนั้นเต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ที่คอยเติมสีเขียวระหว่างที่เราเข้าพัก ให้เกิดความสบายตาสมกับความเป็น Tropical Garden เราสามารถที่จะเปิดม่านโปร่งหรือว่าจะเปิดม่านออกทั้งหมดก็ได้ครับ เพื่อที่จะเสพธรรมชาติอย่างใกล้ชิดโดยที่มีความเป็นส่วนตัวสูงมากครับ

หลังจากที่เก็บของเข้าวิลล่าเรียบร้อย เราก็เดินมานั่งเล่นกันริมชายหาดครับ อย่างที่บอกว่าเราต้องการสัมผัสกับบรรยากาศของทะเล โดยที่อาจจะไม่จำเป็นจะต้องไปเล่นน้ำทะเลจนตัวเปียกครับ การได้นั่งพักให้หายเหนื่อย ได้นั่งอยู่กับตัวเอง อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า หรือบางครั้งการได้บันทึกภาพถ่ายไว้เป็นความทรงจำ ก็ทำให้เรามีซีนแห่งความสุขได้เหมือนกัน

บรรยากาศที่ Mövenpick Asara Resort & Spa Hua Hin นั้นต้องบอกว่ามีความเป็นส่วนตัวค่อนข้างสูง กับการออกแบบตกแต่งของที่นี่ให้ความรู้สึกเป็นกันเอง ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติให้สมกับ concept ของความเป็น Beautiful Hua Hin Beachfront Resort in Lush Tropical Gardens ครับ

พระอาทิตย์เริ่มที่จะลาลับขอบฟ้า แต่ว่าความสนุกสนานของเราเพิ่งจะเริ่มต้นครับ

เราออกสตาร์ทกันที่ Ocean Bar ครับ นั่งพักผ่อนกันที่โซฟาทรงกลมริมชายหาดเพื่อที่จะนั่งฟังเสียงคลื่นอย่างใกล้ชิด ใต้ต้นมะพร้าว พร้อมกับเสียงเพลงลอยเบาๆ ที่มาจากบาร์ครับ concept ของ Ocean Bar คือ Dream and Drink on the Beachfront ที่นี่เปิดตั้งแต่ช่วงกลางวันไปจนถึงเกือบเที่ยงคืนครับใครเบื่อๆ ก็สามารถมานั่งทิ้งอารมณ์ได้ที่นี่ตลอดเวลา

เราสามารถผ่อนคลายที่ Ocean Bar ได้จนถึงช่วงกลางดึกครับ ดื่มดำกับค็อกเทลหลายตัวที่สร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่เป็นสูตรของทาง Ocean Bar เองครับ มีการผสมผสานเอาสมุนไพรไทยแล้วก็เครื่องเทศเข้าไว้ด้วยกันด้วย หรือเราจะสามารถที่จะ create เครื่องดื่มสุดพิเศษของเราเองก็ได้เหมือนกันครับ

ส่วนใครที่ไม่ชอบดื่มแอลกอฮอล์ก็สามารถเลือกเป็นมอคเทลก็ได้ครับ

เสน่ห์อย่างของ Mövenpick Asara Resort & Spa Hua Hin ก็คือความเป็นกันเองของพนักงานทุกคนครับ เราสามารถพูดคุยกับทุกคนได้อย่างสบายใจ ภายใต้มาตรฐานการให้บริการที่ยอดเยี่ยมครับ จึงเป็นตัวเสริมให้การพักผ่อนของเราในครั้งนี้ เหมือนมีกลุ่มเพื่อนให้เม้าท์เพิ่มไปอีกหลายคน

บรรยากาศของ Ocean Bar ในช่วงย่ำค่ำครับให้สีที่คอนทราสกันระหว่างแสงไฟสีเหลืองกับสีฟ้าของชุดโซฟาและท้องฟ้ายามพลบค่ำแบบนี้

จากที่ Ocean Bar เราไปต่อกันที่ร้านอาหารบ้านดำครับ Baan Dum Beachfront Seafood ซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ของอัสราที่แยกส่วนมาเพื่อที่จะให้แขกจากข้างนอกสามารถเข้ามารับประทานอาหารค่ำท่ามกลางบรรยากาศของสนามหญ้าและชายทะเลในราคาเป็นกันเองครับ

อาหารที่นี่มีทั้งอาหารไทย อาหารจีน อาหารอิตาเลียนและอีกหลากหลายเมนูที่เชฟรังสรรค์ขึ้นมา

แนะนำว่าอย่าลืมสั่งแกงปูใบใช้พลูครับ รับประกันความเผ็ดร้อนของเครื่องแกง ส่วนตัวชอบมากครับ

จะเห็นว่าร้านอาหารบ้านดำนั้นได้รับความนิยมมากครับในวันที่ผมไปพักนั้นแขกเต็มทุกโต๊ะเลยทีเดียว

ทุกคืน (ยกเว้นวันจันทร์) ที่บ้านดำจะมีดนตรีสดให้ฟังด้วยครับ อาจจะไม่ใช่เพลงที่ใหม่มาก แต่ก็เป็นเพลงที่เราคุ้นหูกันเป็นอย่างดี เน้นที่เพลงสากลเป็นหลัก

อิ่มอร่อยจากห้องอาหารก็ได้เวลาเข้าห้องพักครับในส่วนของกลุ่มนั้นตบแต่งโทนสีส้มครีมครับ ให้ความรู้สึกเป็นกันเองผ่อนคลาย

หยิบหนังสือดีๆ ติดมือมาจากกรุงเทพสักเล่มหนึ่งครับผมอ่านหนังสือของคุณพลอย จริยเวช เพียงเท่านี้ก็ทำให้ค่ำคืนของเรามีความหมายมากยิ่งขึ้น

amenity ในห้องพักนั้นมีครบครันในการบริการครับ

นอกจากมินิบาร์ มีชาพรีเมี่ยมของ Voyage มาเสิร์ฟ มีกาแฟแบบแคปซูลของ Mövenpick มาให้ดื่ม และก็ยังมีผลไม้พร้อมกับขนมที่แม่บ้านจะนำมาวางไว้ให้ในช่วง turn down นั่นเองครับ

ผมชอบในส่วน อาบน้ำครับ เลือกเป็น outdoor เพราะว่าตื่นเต้นเร้าใจ เอ๊ยย!! ไม่ใช่ครับ เพราะว่าให้ความร่มรื่นของแมกไม้ของการอาบน้ำกลางแจ้ง กลางแสงจันทร์ไรงี้

ในส่วนของ Gift Bath Amenity มีทั้งเซตของอัสราเองและเซตของ Erb ครับ ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ผมชอบมากให้ความรู้สึกของสมุนไพรหอมๆ ไทยๆ ผ่อนคลายได้ดีครับ

อย่าลืมเติมเต็มความรู้สึกด้วยกลิ่นหอมที่เราประทับใจ

ผมเลือกหยิบเอา BLUE DE CHANEL น้ำหอมกลิ่นโปรดติดกระเป๋ามาด้วยครับ

อีกจุดหนึ่งที่เป็นการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีเมื่อมีเชนโรงแรม Mövenpick มา Featuring ด้วย นั่นก็คือมีการเปลี่ยนไปใช้ฟูกที่นอน ซึ่งเป็น Signature ของ Mövenpick ครับ เป็นที่นอนนุ่มสบาย ไม่แข็งหรือยวบจนเกินไป นอกจากนี้ยังชอบการ decorate ที่หัวเตียงครับ มีความโมเดิร์นมาก ด้วยการเลือกใช้สีขาวดำก็ทำให้มีความคลาสสิกของการตกแต่งมากยิ่งขึ้นครับ

อย่าได้แปลกใจสำหรับคนทำงานอย่างเรา ถึงแม้ว่าจะเป็นการมาพักผ่อนแต่เมื่อมีงานเราก็ต้องรีบตามรีบเคลียร์ครับ

อ่อ!! wifi ที่นี่แรงดีเหมือนกันครับ

อย่างที่บอกว่าการตกแต่งของ Mövenpick Asara Resort & Spa Hua Hin เป็นไปตาม concept Tropical Garden ครับ ดังนั้นระหว่างทางเดินก็จะเต็มไปด้วยแมกไม้ ทั้งของเดิมที่มีอยู่แล้วและที่นำมาปลูกใหม่

เช้านี้เราเดินจากวิลล่าไปที่ห้องอาหารเช้าชื่อว่า “ก้ามปู” ครับ

อาหารเช้าของห้องอาหารก้ามปูที่โรงแรม Mövenpick Asara Resort & Spa Hua Hin นั้นต้องบอกว่าเป็นซิกเนเจอร์ดี้โดดเด่นมากๆเลยครับ

ไลน์อาหารเช้าแน่นมาก เริ่มต้นมื้อเช้าด้วยสลัดเบาๆ

ห้องอาหารเช้าใหญ่พอสมควรครับ สามารถรองรับแขกได้เป็นจำนวนมากในเวลาเดียวกัน มีอาหารให้เลือกหลากหลาย มีการแยกสเตชั่นของอาหารอย่างชัดเจนครับ

ส่วนตัวคิดว่า item เด็ด คือ เบเกอรี่ ขนมปังครับ อบออกมาให้หอมนุ่มมาก รู้เลยว่าต้องใช้วัตถุดิบชั้นดีในการปรุง ผมชอบครัวซองก์มากเป็นพิเศษ

ข้าวมันไก่ไหหนาน กลายเป็นเมนูที่โปรดปรานของใครหลายคนครับ

ในส่วนของห้องอาหารเช้ามีทั้งส่วนที่เป็น indoor open air และ outddor ครับ

ผมเลือกนั่งที่ซุ้มศาลาริมสระว่ายน้ำเพราะว่าอยากจะได้บรรยากาศของอาหารเช้าใกล้ชายหาดพร้อมกับลมธรรมชาติที่พัดเข้ามาอย่างต่อเนื่องท่ามกลางแสงแดดยามเช้าแบบนี้ครั

ก่อนทานอย่าลืมดื่ม signature booster ของ Mövenpick เค้าก่อนนะครับ รับรองสดชื่นนนนนน

ในวันที่ไปเราสามารถที่จะเลือกเมนูไข่ได้โดยพนักงานจะนำเมนูมาให้เราเลือกรับเลือกเป็น Egg Benedic

ทานข้าวเสร็จแล้วจะมานั่งพักผ่อนตรงริมสระว่ายน้ำก็เข้าท่าดีเหมือนกันครับ หยิบหนังสือติดไม้ติดมือมามานั่งอ่านริมสระ หรือจะว่ายน้ำก็ได้ครับ

จะเห็นว่าการตกแต่งในทุกพาร์ทของโรงแรม Mövenpick Asara Resort & Spa Hua Hin นั้นจะเต็มไปด้วยดอกไม้ ต้นไม้ที่แทรกตัวสลับไปกับดงทิวมะพร้าวและเก้าอี้ชายหาด เพื่อที่จะสร้างความประทับใจในการพักผ่อนอย่างเต็มที่ให้กับแขกที่มาเข้าพักที่นี่

หรือใครจะเลือกว่ายน้ำก่อนออกกำลังยามเช้าแล้วค่อยไปเติมพลังที่ห้องอาหารก้ามปูก็ได้ครับ  สระว่ายน้ำที่นี่ค่อนข้างใหญ่ ตามสไตล์รีสอร์ท 5 ดาว แบ่งโซนเล่นน้ำออกเป็น 3 โซน ทั้งของเด็กและของผู้ใหญ่

ผมเลือกที่จะมาแช่น้ำในวิลล่าของตัวเองครับ อยากจะได้ฟีลแบบสงบ แช่นำไป จิบเครื่องดื่มไปด้วย พักผ่อนไปด้วย แล้วก็ฟังเพลงไปด้วยครับ นาทีนี้ ต้องการความเป็นส่วนตัว

ในช่วงมื้อเที่ยง เรากลับไปที่ห้องอาหารก้ามปูอีกครั้งเพื่อฝากท้อง

เราเลือกที่จะรับประทานอาหารกลางวันที่นี่ครับไม่อยากออกไปทานข้างนอก

ที่ก้ามปูมื้อกลางวันก็มีให้เลือกทานหลากหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็นอาหารไทยหรืออาหารฝรั่งครับ ผมก็เลือกสั่งมาคละเคล้ากันไป

แล้วก็มีบางจานเป็นเมนูที่เชฟแนะนำด้วยครับ ได้มีโอกาสคุยกับเชฟบอกว่าที่นี่ใช้ผักที่ปลอดสารผ่านการปรุงรสแบบคงความสดของวัตถุดิบให้ได้มากที่สุด

 

Boeuf BourgVirgin แก้มวัวตุ๋น สูตรฝรั่งเศส เอาใจคนรักเนื้อ เคี่ยวกันเป็นวันๆ เชฟบอก

ส่วนตัวชอบจานนี้ครับ Salmon Mi-cuit เป็นแซลม่อนรมควัน ทานกับ ข้าวคินัวร์รสชาติดีนอกจากสีสันที่สวยงามแล้วไปพรีเซนต์เทชั่นก็ประทับใจไม่แพ้กันเป็นการรมควันจากหญ้าฟางนำเข้าให้เกิดกลิ่นหอมขึ้นมา ก่อนที่จะเสิร์ฟให้เปิดฝาแก้วออกมาก็พบว่าอาหารจานนี้น่าทานขึ้นอีกเท่าตัวเลยนะครับ

ในช่วงบ่ายเราไปสปากันครับ ที่ Asara Spa

บรรยากาศของสปาก็จะมีการแยกตัวออกมาเป็นอีกโซนหนึ่งนะครับ ค่อนข้างเงียบพอสมควร

การใช้สีในสปาก็จะเน้นสีแห่งความสงบร่มเย็นร่มรื่น สีนำ้ตาล ม่วงสลับกับสีเขียวของแมกไม

JUJU ดื่มเครื่องดื่มสมุนไพรก่อนที่จะไปนวดกันครับ

ใกล้กับสปามีร้านขายของที่ระลึกด้วยนะครับ มีทั้งหมวกรองเท้า กระเป๋า เราสามารถที่จะหาซื้อเพื่อสวมใส่ได้เลยครับ ในส่วนของราคานั้นต้องบอกว่าไม่แพงอย่างที่คิดครับ

สปาของที่นี่มีให้เลือกหลากหลายคอร์สนะครับ ก็แล้วแต่ความชอบของแต่ละคน

จะเป็นนวดไทย นวดน้ำมันได้หมดเลยครับ สามารถที่จะบอกเทอราพิส ได้เลยต้องการหนักเบาเท่าไหร่แจ้งได้ทันที

เทอราพิสนี่เป็นผู้ที่ผ่านประสบการณ์มาหลายปีครับ มีความเชี่ยวชาญในเรื่องของการนวด การสร้างอารมณ์ให้ผ่อนคลาย

JUJU เลือกนวดน้ำมันและใช้หินเกลือร้อนเข้ามาช่วยผ่อนคลายครับ

หลังจากนวดเสร็จเราขึ้นมานั่งเล่นที่บริเวณชั้นสองด้านบนของห้องอาหารก้ามปูครับ

ที่นี่เซ็ตเอาไว้ให้เป็นห้องอ่านหนังสือ และเป็นมุมพักผ่อนแล้วก็มีชิงช้ารังนก แขกสามารถที่จะมานั่งผ่อนคลายข้างบนนี้ได้ครับ

เราสองคนหยิบขนมและช็อคโกแลตขึ้นมาทานบริเวณชิงช้าชั้นบนครับ

ตรงนี้ก็จะรับลมเย็นได้อย่างสบายใจเพื่อที่จะเติมเต็มการผ่อนคลายในการเข้าพักที่ Mövenpick Asara Resort & Spa Hua Hin แห่งนี้ครับ

และสำหรับใครที่เป็นแฟนของโรงแรม Mövenpick คงจะคุ้นเคยกับเอกลักษณ์อีกอย่างนั่นก็คือ Chocolate Hour ครับ

เราสามารถที่จะรังสรรค์ Chocolateในรูปแบบต่างๆได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายนะครับ ซึ่งก็ทำให้หลายคนชื่นชอบเป็นอย่างยิ่ง

จะเห็นว่าในช่วงชั่วโมง Chocolate นั้นจะมีแขกเข้ามาเต็มห้องอาหารเลยครับ

เชฟบอกว่า วัตถุดิบที่นำมาปรุงเป็น Chocolate นั้น ล้วนแล้วแต่นำเข้าทั้งสิ้น อย่าง Chocolate นำเข้าจากเบลเยี่ยม ผงทองที่เคลือบนี้อิมพอร์ตมาจากสวิสนู้นนนน ว่าแล้วก็อย่าลืมสั่งชามาดื่มด้วยนะครับ (เครื่องดื่มชำระเพิ่มครับ)

บรรยากาศของลากูนกลางโรงแรม Mövenpick Asara Resort & Spa Hua Hin ครับ มีทั้งน้ำพุและกอบัวสามารถที่จะมานั่งพักผ่อนหย่อนใจในบริเวณลากูนแห่งนี้ได้ครับ

เลยกลายเป็นมุมโปรดของเราสองคน มานั่งเล่นกัน เพื่อที่จะเติมความรู้สึกของการผ่อนคลายกับธรรมชาติ แมกไม้และชายทะเลได้อย่างลงตัว

อย่างที่บอกกันไปนะครับว่า เรามาทะเล อาจจะไม่จำเป็นจะต้องเล่นน้ำทะเลเสมอไปครับ เราเลือกที่จะพักผ่อนตามมุมต่างๆ ของโรงแรมได้อย่างเติมเต็มความรู้สึกที่เราต้องการ จะดีกว่า

สรุปให้ว่าโรงแรม Mövenpick Asara Resort & Spa Hua Hin เมื่อนำมาแต่งเนื้อแต่งตัวใหม่ ก็ดูจะมีความเป็นไทยที่โมเดิร์นและร่วมสมัยมากขึ้นก็ทำให้เธอสวยขึ้นจริงๆครับ

บริเวณล็อบบี้ที่ดูโปร่ง การออกแบบตกแต่งทั้งโรงแรมเน้นความเป็นไทยที่ดึงเอาเอกลักษณ์ของความเป็นพื้นบ้านต่างๆ เข้ามาใส่ได้อย่างลงตัว

ก็ทำให้ Mövenpick Asara Resort & Spa Hua Hin เป็นอีกหลักหมุดจุดหมายหนึ่งครับที่อยากจะแนะนำหากใครต้องการเข้าพักโรงแรมที่หัวหิน

โรงแรมตั้งอยู่ ซ.หัวหิน 5 เลยสนามบินมานิดนึงครับ มีป้ายโรงแรมตัวใหญ่ ขับตรงเข้ามาที่นี่ แล้วคุณจะพบว่า การเข้าพักในรีสอร์ทดีๆ นั้น เป็นอย่างไร