Lee Wine Ban Ruk Thai, Mae Hong Son

เที่ยวแม่ฮ่องสอน นอน “บ้านรักไทย”  ใครได้ไปก็หลงรัก

 

พูดแบบนี้ รับรองว่าไม่เกินไป เพราะกานต์มานอนเล่นที่บ้านรักไทย ชายแดนประเทศไทยติดกับเมียนมาร์ หลายวันแล้วครับ

เที่ยวแม่ฮ่องสอน นอนบ้านรักไทยกานต์ เลือกพักที่ ลีไวน์รักไทย รีสอร์ท ครับ ที่พักช่วงหน้าไฮ เริ่มเปิดให้จองแล้วส่วนมากถ้าเป็นวันธรรมดาบ้านจะว่าง แขกไม่เยอะ แต่ถ้าเป็นศุกร์เสาร์หรือวันหยุดยาว อาจจะต้องจองเนิ่นๆ ครับ ราคาที่พักช่วงนี้ถือว่าถูก ถ้าเป็นไฮซีซั่นก็เพิ่มขึ้นไปอีกนิดหน่อย บ้านแต่ละหลังก็ตกแต่งแตกต่างกัน (ราคาก็ไม่เท่ากัน)ที่สำคัญคือทำเลครับ อย่างบ้านหลังที่ผมพักค่อนข้างอยู่สูง จะเห็นวิวได้ชัดและไกลกว่าครับ

 

 

ลีไวน์รักไทย รีสอร์ท เป็นรีสอร์ทที่จองยากแห่งหนึ่ง และเดินทางมาก็ยากมากด้วยครับ ถ้า 1,864 โค้งคือการพิชิตแม่ฮ่องสอน บ้านรักไทยขอให้เพิ่มโค้งเข้าไปอีกหน่อย สักสี่ร้อยครับ … รวมแล้ว 2,224 โค้งพอดี

 

 

แนะนำให้ใช้วิธีนั่งเครื่องบินจากเชียงใหม่ มาลงแม่ฮ่องสอน แล้วค่อยเช่ารถเอา ใช้เวลาราว 5-6 ชั่วโมง แบบนี้จะช่วยทุ่นแรงไปได้เยอะ สบายกว่ามากครับ  แต่วิธีที่ง่ายกว่าคือต่อเครื่องจากเชียงใหม่มาลงสนามบินแม่ฮ่องสอน แล้วเช่ารถขับมาบ้านรักไทย จะเหลือเวลาราวๆ ชั่วโมงเศษเท่านั้น

 

 

ทางโค้ง สลับหมอก วิวสวยมาก ตลอดทาง เราขับรถปิดแอร์ แล้วเปิดกระจก สูดอากาศสดชื่นให้เต็มปอด

บรรยากาศระหว่างขับรถก็เป็นไปอย่างที่เห็น #มันก็จะหมอกๆหน่อย

 

ห่างจากเขตทิวเขา เริ่มเข้าเขตหมู่บ้าน จะวิถีชีวิตผู้คน ช่วยกันทำนา ช่วงนี้เป็นฤดูเพาะกล้า ถ้าอีกสักสามเดือนคงเขียวและสวยกว่านี้มาก จองล่วงหน้ากันเลยดีกว่าครั

 

 

บ้านรักไทย เป็นหมู่บ้านที่มีเชื้อสายจีนยูนนาน กานต์เลือกพักที่ ลีไวน์รีสอร์ท ดังและสวยที่สุด การออกแบบเป็นบ้านดิน ตกแต่งสไตล์จีน บ้านสีเหลืองๆ ตัดสีเขียวของไร่ชาและโคมไฟสีแดง แบบที่เราเห็นกันในรูปนั่นแหละครับ ที่นี่เป็น Destination ที่หลายคนฝันว่าอยากมา แม้ช่วงนี้จะเป็น Grenn Season ฝนตกบ่อยหน่อย บางวันก็มีแดดออก แต่ไม่รู้สึกร้อนเลยครับ ถือว่าเป็นเมืองที่อากาศดี เย็นสบายตลอดทั้งปี ช่วงที่ไป อากาศบนเขาถือว่าเย็นสบายครับ ขนาดกลางวันแบบนี้อุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 21 องศา ถือว่าเย็นกำลังดีครับ

 

ก็แม่ฮ่องสอนอ่ะเนอะ เจ้าของสโลแกน “เมืองสามหมอก”

 

แม่ฮ่องสอนอยู่ติดกับชายแดนเมียนมาร์ตั้งอยู่ทางตะวันตกสุดของภาคเหนือ ล้อมรอบด้วยทิวเขาน้อยใหญ่สลับซับซ้อนกันไป ทอดขนานไปกับสันเขาถนนธงชัย  ดังนั้นเราจะเรียกว่า บ้านรักไทย เป็นหมู่บ้านในหุบเขาก็ได้ ที่เห็นไกลๆ คือฝั่งเมียนมาร์ เพื่อนบ้านเราแล้ว

 

 

ถึงแล้วขอเก็บภาพมุมสูงของ ลีไวน์รักไทย รีสอร์ท ไล่ระดับลงไป ตั้งอยู่กลางไร่ชา ซึ่งเปิดให้คนทั่วไป เข้ามาถ่ายรูปไร่ชาได้ กานต์จองบ้านหลังใหญ่ มี 2 ห้องนอน มีห้องรับแขกเชื่อมกันตรงกลาง พักได้หลังจะ 8 คน ส่วนบ้านหลังอื่นๆ ก็พักได้ 2 คน 4 คนแล้วแต่ครับ

 

 

ผมลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่จาก Incase Thailand มาด้วย เลือกไซส์ใหญ่ๆ หน่อย เพราะของเยอะ จึงยัดทุกอย่างลงกระเป๋าเดินทางใบเดียวได้สบายๆ แถมยังมีพื้นที่เหลือไว้สำหรับใส่ของฝากขากลับกรุงเทพฯ อีกด้วยครับ ตั้งใจสั่งกระเป๋าเดินทางใบใหม่มาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ เน้นใบใหญ่ๆ ฟังก์ชั่นเยอะๆ ใส่ของได้จุใจ เพราะหอบงาน หอบหนังสือ เสื้อผ้าไปเยอะมาก ราวกับย้ายบ้าน ผมสั่งออนไลน์จาก www.incase.co.th ครับ เป็นซีรีย์ TRACTO Roller Duffel 80 ซึ่งก็หมายถึงจุได้ประมาณ 80 ลิตร (จริงๆ น่าจะเกินนั้น เพราะมีช่องเล็กซอกน้อยให้ใส่ของได้เยอะมาก) เอาจริงๆ Incase Thailand เป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์จากอเมริกา ที่ผมชอบมากครับ ดีไซน์แบบเรียบๆ ง่ายๆ สไตล์มินิมอล แต่ใส่ของได้เยอะ ออกแบบมาไม่ให้มันเทอะทะจนเกินไป แถมยังทนทานโดยเฉพาะก้านลากที่แข็งแรงมากๆ เหมาะกับการลากกระเป๋าไปขึ้นเขาที่สุด

 

 

กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ซีรีย์ TRACTO Roller Duffel ขนาด 80 ลิตร น่าจะเหมาะสำหรับทริปที่ไปหลายวัน ไปต่างประเทศนานๆ จึงต้องการกระเป๋าขนาดใหญ่ที่ใส่ของได้ครบ นี่กะว่าจะพับรถเก๋งกับบ้านใส่กระเป๋าเดินทางไปด้วย

 

 

อีกชิ้นเป็น ICON Sleeve ใส่คู่กับ MacBook Pro 13″ ตัวใหม่ของกานต์ที่เพิ่งซื้อมาใหม่เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ที่ชอบ incase เพราะเป็นแบรนด์ที่โดดเด่นด้วยไลฟ์สไตล์ มีดีไซน์แบบมินิมอล เรียบง่าย แต่ครบครันด้วยฟังก์ชั่น และเป็นพันธมิตรของ Apple Product มาช้านาน จึงเชี่ยวชาญเรื่องการออกแบบ Sleeve และ Case ที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ของ Apple เป็นอย่างดีครับ

 

 

เมื่อมาถึง ลีไวน์รักไทย รีสอร์ท จะเจอทิวแถวยาวของโคมไฟสีแดงสไตล์จีน ปักเสา เรียงรายไว้เป็นแนวเพื่อต้อนรับ เข้าสู่บ้านพักแต่ละหลัง ที่ตั้งลดหลั่นกันไปตามแนวไร่ชา ทางเดินเข้าบ้านแต่ละหลังจะแวะล้อมด้วยต้นชา การตกแต่งจะใช้วัสดุท้องถิ่นในการตกแต่ง เช่น หลังคาที่มุงด้วยใบตองตึง ตัวบ้านฉาบด้วยฟางข้าวผสมดิน ช่วยทำให้บ้านอบอุ่นในฤดูหนาว และปรับอากาศให้เย็นสบายในหน้าร้อน แต่บางหลังก็รีโนเวทเป็นการฉาบปูนทาสีแทน เพื่อลดการแตกลายงาและเพิ่มความแข็งแรง

 

 

ชอบการตกแต่งบริเวณลานกว้าง ใช้ไหเหล้าจีนโบราณมาตกแต่งเป็นแนวยาว

 

 

ผ่านโซนแรกจะเป็นบ้านหลังเล็ก ที่ส่วนมากจะพักได้ 2-4 คน บ้านแต่ละหลังจะตั้งชื่อตามชนิดของชา เช่น บ้านดอกชา บ้านหอมหมื่นลี้ บ้านชาหลงจิ่ง บ้านชาสี่ฤดู บ้านชาเขียว บ้านชาขาว บ้านชามะลิ บ้านชาอูหลง บ้านชาผู๋เอ่อ บ้านชาก้านเดียว บ้านโสมอูหลง บ้านเจียวกู้หลานบ้านยอดน้ำค้าง บ้านชากุหลาบ บ้านนางงาม

 

 

ส่วนผมจอง “บ้านชาทิพย์กวนอิม” หลังใหญ่ราคาคืนละ 2,700 โดยประมาณ พักได้มากสุด 8 ท่าน หารๆ กันแล้วตกคนละ 3 ร้อยกว่าบาทเท่านั้นเอง หน้าบ้านทุกบ้านจะมีระเบียงเพื่อให้นั่งพักผ่อน ชมวิวสวยๆ และซึมซับเอาบรรยากาศรอบกาย สูดลมหายใจที่บริสุทธิ์สดชื่นให้เต็มปอด ภายในบ้านจะเต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก ไม่ว่าจะเป็น เครื่องทำน้ำอุ่น ทีวี ตู้เย็น ไวไฟ ภายในห้องจะมีชุดชงชาคอยให้บริการด้วย

 

 

วิวจากบ้านทิพย์กวนอิม ซึ่งอยู่ค่อนข้างสูง ดังนั้นจะสามารถเห็นวิวหมู่บ้านรักไทยได้เต็มๆ ตา สามารถนั่งพักผ่อนรับลมบริเวณระเบียงบ้านได้อย่างสบายใจ ยิ่งตอนฝนตกหยุดใหม่ๆ ลมเย็นสบาย ได้เบียร์สักขวดกำลังดี

ที่รีสอร์ทมีร้านอาหารบริการด้วยครับ เป็น All day Dining อยู่คนละฝั่งของถนน ซึ่งจะเป็นฝั่งติดทะเลสาบครับ วิวสวย อากาศดีมาก อาหารจะเป็นสไตล์จีนยูนนาน รสชาติพอทานได้ค่อนไปทางอร่อย แต่อาจจะจืดๆ หน่อยตามสไตล์  ลองสั่งขาหมูพันปีมาทานกับหมั่นโถวก็เข้าท่าดี ไก่ดำผัดพริกแห้งก็อร่อย หรือใครอยากลองยำใบชาสด ซึ่งเป็น Signature ของที่นี่ แต่แนะนำให้กันเหนียวไว้หน่อยด้วยไข่เจียวดีที่สุดครับ เย็นๆ อาจจะยุงเยอะหน่อย ที่นี่มีซอฟเฟลกันยุงให้ ขอได้ที่เค้าท์เตอร์ครับ
กลางคืนก็จะดาวเยอะหน่อย ออกมาเดินเล่นดูดาว หาแรงบันดาลใจไปเรื่อยเปื่อย แวะถ่ายรูปเล่นกับโคมไฟ สวยมากครับ กลางคืน บ้านแต่ละหลังก็จะเปิดโคมไฟหน้าบ้าน ส่องสว่างท่ามกลางไร่ชาและแสงดาว ถ้ามาวันที่พระจันทร์เต็มดวง คงจะส่องสว่างสวยไปอีกแบบ
มองมุมสูงลงมา จะเห็นบ้านพักสลับกับโคมไฟและแสงดาว

คิดมาแล้ว ตั้งใจว่าจะอยู่สักอาทิตย์นึง รู้สึกดีเหมือนอยู่บ้านครับ หอบ Macbook มาทำงานด้วย ที่นี่ไวไฟสัญญาณดี มีหนังสือที่ยังอ่านค้าง ติดกระเป๋ามาสักเล่ม  เจอกับร้านกาแฟอร่อยๆ ได้ชาหอมๆ สักถ้วย  แค่นี้ผมก็อยู่ได้สบายแล้วครับ

 

 

กาแฟลีไวน์ เป็นร้านที่กานต์มานั่งบ่อยที่สุดครับ กาแฟถือว่ารสดี แต่ที่ดีกว่าคือวิวที่สวยมากครับ สั่งกาแฟเสร็จ ผมชอบมานั่งอ่านหนังสือเล่นบนชั้น 2 ครับ ก็จะเห็นวิวที่สูงขึ้นไปอีก ผมว่าชีวิตคนเราอาจจะต้องมีบาลานซ์ คือการสร้างสมดุลชีวิต หลังจากที่เราวุ่นวายกับการทำงานหรือการแก้ปัญหาชีวิต อาจจะมีบางชั่วโมงหรือไม่กี่นาที ที่ได้อยู่กับตัวเองและทำในสิ่งที่เราต้องการสุดๆ ซึ่งสำหรับผม ขอแค่กาแฟกับหนังสือน่าอ่านสักเล่มก็พอใจแล้วครับ

 

 

กลางคืน ว่างๆ ก็นั่งทำงานไปด้วย พก MacBook Pro 2019 ตัวใหม่มาทำงานด้วย (ของใหม่ใครก็เห่อครับ 555) ปกป้อง Macbook ด้วย ICON Sleeve Case รุ่นใหม่ที่เพิ่งออกครับ รุ่นนี้เหมาะสำหรับ Macbook ขนาด 13 นิ้ว ด้วยวัสดุใหม่อย่าง “Woolenex” ให้น้ำหนักที่เบา และได้เรื่องความทนทานของเนื้อผ้าในทุกสภาพอากาศ ไม่ก่อให้เกิดเชื้อราบางชนิด แถมยังทนต่อรอยขีดข่วนด้วย อันนี้คือดีย์ย์  ข้อดีอีกอย่างของการถักทอด้วยเส้นใย Polyester ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางที่ต่างกัน 2 แบบ จะทำให้เกิดความสวยงามของสีและมิติ ซึ่งเป็นวิวัฒนาการล่าสุดจาก Incase ส่วนอีกเรื่องที่ผมชอบเป็นการส่วนตัวครับ คือดีไซน์ที่เรียบง่ายตัดส่วนไม่จำเป็นออกคงเหลือไว้เฉพาะฟังก์ชั่นการใช้งานที่จำเป็น จึงค่อนข้างตอบโจทย์กับความต้องการของกานต์ครับ

 

 

ไปค้นประวัติ ลีไวน์รักไทย รีสอร์ท มา พบว่า ก่อนหน้าที่จะเป็นรีสอร์ท เคยเป็นโรงหมักไวน์มาก่อน ซึ่งเป็นที่มาของชื่อรีสอร์ท และยังมีไวน์ขายเหมือนเดิม ต่อมาจึงได้ทำไร่ชา ทำร้านอาหารและที่พักเพื่อบริการนักท่องเที่ยว โดยนำชื่อของชาชนิดต่างๆ มาตั้งเป็นชื่อบ้านพัก คนจีนยูนนานที่นี่พัฒนาตัวเองได้ดีในแง่ของการศึกษา เพราะพูดได้ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน บางทีก็มีภาษาพม่าด้วย เพราะอยู่ติดกัน ปัจจุบันธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวได้รับความนิยมมากที่นี่ เห็นได้จากร้านชา และโฮมสเตย์ ที่เปิดกันเยอะมาก

 

 

ออกไปทานอาหารเช้าที่ห้องอาหารของรีสอร์ทครับ บรรยากาศก็สบายๆ อย่างที่เห็น วิวคือเลิศมาก ระหว่างที่รออาหาร เราก็นั่งมองวิถีชีวิตของชาวบ้านฝั่งตรงข้าม ซึ่งตื่นกันแต่เช้า มาหุงหาอาหาร ก่อนออกไปทำงาน ทำไร่ทำนา ทุกคนล้วนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมในระดับของมิติที่ต่างกันออกไป

 

 

การเสิร์ฟชา ทุกครั้งที่เรามานั่งในห้องอาหาร กลายเป็น Signature ที่ผมประทับใจมาก  ส่วนมากชาที่เสิร์ฟให้ดื่มจะเป็นชาหอมหมื่นลี้ และชายอดน้ำค้าง ซึ่งมีความหอมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผมว่าชาของที่นี่กลิ่นหอมค่อนข้างแรง แต่ผมชอบมากครับ เป็นการเปิดโสตที่ลึกล้ำกว่า ด้วยชาหอมๆ ในทุกช่วงเวลา

 

 

อาหารเช้าที่นี่จะเป็นสไตล์จีน มีข้าวต้มหมูเด้ง (อร่อยมาก) มียำผักดองแบบทางเหนือ หมี่ซั่วผัด และมีหมั่นโถวจิ้มนม มาเสิร์ฟเป็นเซ็ทแบบเดียวกันทุกเช้า  และมีชากาแฟ บริการด้วยครับ

 

 

ชาหอมๆ พร้อมเซ็ทกาน้ำชา ดูจะเป็นของฝากที่น่าสนใจจากบ้านรักไทย

 

สายๆ ออกไปเดินเล่นรอบๆ หมู่บ้าน ผ่านร้านชาจาต๋า ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อมของกองพล 93 ในอดีต เพราะที่ตรงนี้เคยเป็นคุกใต้ดินโบราณมาก่อน ปัจจุบันร้านชาจาต๋า ก็น่าจะปิดตัวลงไปแล้วเช่นกัน คุกใต้ดินเริ่มสร้างมาตั้งแต่ปี 2510 เมื่อครั้งทหารจีนคณะชาติ (ทจช.) กองพล 93 พรรคก๊กมินตั๋ง นำโดยนายพลหลี่ เหวิน ฝาน แม่ทัพกองทัพภาคที่ 3 ได้นำกำลังพลทหารพร้อมอาวุธ อพยพหนีภัยสงครามกลางเมือง จากมณฑลยูนนาน ประเทศจีน เข้ามาตั้งฐานที่มั่น ที่บ้านรักไทย และสร้างคุกใต้ดินไว้เพื่อควบคุมทหารภายใต้บังคับบัญชาที่กระทำความผิดร้ายแรงต่างๆ และสร้างคุกไม้ไว้เพื่อควบคุมทหารที่กระทำความผิดทางด้านวินัย

 

 

เดินลัดเลาะไปตามริมทะเลสาบใจกลางหมู่บ้าน ที่นี่นอกจากลีไวน์แล้วยังมีรีสอร์ท อีกแห่งที่น่าสนใจชื่อว่า “ชาสา” ซึ่งวิวดีมากๆ ติดถนน จะมองเห็นวิวทะเลสาบได้เต็มตากว่า บ้านจะดีไซน์คล้ายกับลีไวน์ เป็นบ้านดินสีเหลืองตัดกับสีเขียวของไร่ชา

 

 

เบื่อๆ ก็ออกไปทางปางอุ๋ง ไปเที่ยวน้ำตกผาเสื่อ

 

 

หรือจะหนีไปไกลหน่อย ใครจะไปเหล่ฝรั่งที่ปายก็ไปได้ครับ ส่วนวันกลับค่อยแวะเที่ยวในตัวเมืองแม่ฮ่องสอน

 

 

เช้าๆ ผมชอบออกไปเดินเล่นถ่ายรูปรอบหมู่บ้าน กินกาแฟ อ่านหนังสือริมน้ำ มีอยู่วันนึงขับรถไปด่านชายแดน  ข้ามไปเที่ยวฝั่งเพื่อนบ้านด้วย เช้านี้ เราตั้งใจจะขับรถไปเที่ยวกัน ผ่านทุ่งผ่านป่าสน และสายหมอก บรรยากาศดีมากครับ ขับรถกันไปถึงจุดตรวจชายแดนเมียนมาร์ บ้านกองมุ่งเมือง รัฐฉาน ที่ตรงนี้คือด่านฐานปฏิบัติการนาป่าแปก สามารถขอเจ้าหน้าที่ทหารผ่านไปเดินเล่นได้นะครับแลกบัตรและแจ้งเบอร์โทรเอาไว้ครับ แต่อย่าไปไกลและกลับเข้ามาก่อน 6 โมงเย็นเพราะปิดด่านตอนกลางคืน

 

ฝั่งของเมียนมาร์ ก็จะมีโรงเรียนเด็กเล็ก สอนภาษาไทย ภาษาพม่า ภาษาอังกฤษ เด็กๆ กำลังส่งเสียงเจื้อยแจ้ว อ่านหนังสือพร้อมกัน น่ารักน่าฟังมากครับ การศึกษาคือพื้นฐานสำคัญของชีวิตจริงๆ ด้วยครับ

 

 

เดินเข้าไปในหมู่บ้านอีกหน่อยจะเจอวัดครับ เป็นสถาปัตยกรรม “ไต” หรือ ไทใหญ่ ซึ่งจะพบสถาปัตยกรรมแบบนี้มากในจังหวัดแม่ฮ่องสอนครับ เดินเล่นแถวหมู่บ้านกองมุ่งเมือง ดูวิถีชีวิตคนที่นี่ไปเรื่อยเปื่อยครับ  ย่านขายแดนก็มีร้านขายของชำบ้างประปราย สินค้าส่วนใหญ่นำเข้าจากฝั่งไทย สังเกตว่าผู้คนที่นี่ก็อยู่กันแบบเรียบง่าย คล้ายกับหมู่บ้านอื่นๆ ทางภาคเหนือของไทย ที่สำคัญผู้คนที่นี่น่ารักเป็นกันเอง ไม่ได้ดูน่ากลัว หรือคิดร้ายต่อเราแต่อย่างใ

 

“ใช้ชีวิตอย่างมีชีวิต” 

ไปดูวิถีของคนที่นี่ ผู้คนน่ารัก ยิ้มแย้มแจ่มใส ยิ่งถ้าอู้กำเมืองใส่ เอ๊าาา คนบ้านเดียวกั๋นกาาาา “แม่นละตั๋ววววว”

บอกแล้ว … แฮปปี้เหมือนอยู่ที่บ้านตัวเองไม่มีผิดครับ

ใครมาเที่ยวแม่ฮ่องสอน อยากชวนมานอนเล่นที่บ้านรักไทยสัก 2 คืนกำลังดีครับ มาพักผ่อน มาชาร์จแบต มาสูดอากาศบริสุทธิ์ มาให้รางวัลกับตัวเอง

 

“Your journey is completely yours. It is unique. Others may try to steal part of it, tell it in their words or shape it to suit them. Reality is no one can live it or own it but you. Take charge of your journey, it’s yours and yours alone!”

ชีวิตเป็นของเรา … ใช้ซะ!!

 

 

ลีไวน์รักไทยรีสอร์ท 

3 หมู่ 6 บ้านรักไทย  ตำบลหมอกจำแป๋ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน 58000 

เบอร์ติดต่อ 089-552-9650, 089-950-0955, 089-262-1335 

Website : http://www.leewinerukthai.com/