•มิตร•ภาพ•กานต์•เดินทาง•

1.

เมื่อก่อนผมเป็นมนุษย์จำพวก “กลัวการเปลี่ยนแปลง” ครับ

เคยอ่านมาตามนักจิตวิทยาวิเคราะห์เอาไว้ว่า มนุษย์เราจะมีความกลัวต่อการเปลี่ยนแปลงเมื่อเราให้ค่าความสามารถเราต่ำเกินไป เมื่อเราให้ค่าตัวเองต่ำเราจะไม่สามารถปรับตัวต่อเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงรอบตัวเราได้เพราะเราขาดความมั่นใจในตนเอง และการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นจะเป็นอันตรายต่อเรา

แต่การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ได้เปลี่ยนแปลงไป (เป็นเปลี่ยนแปลงเชิงซ้อน – งงมั้ยครับ) เมื่อผมได้ “ออกเดินทาง” 

ลบ เจอ ลบ บางครั้งก็เป็น บวก

เสน่ห์อย่างหนึ่งของการมาเดินทางท่องเที่ยว โดยเฉพาะการเที่ยวกับทัวร์ (ที่หลายคนกลัว ) ก็คือการได้อยู่ร่วมกันกับคนแปลกหน้าโดยเฉพาะวันแรกครับ ต่างคนก็ต่างมีความรู้สึก จะต้องประเมินท่าทีกันก่อน 555

ผมเองก็เคยคิดเช่นนั้นครับ

 

2.

วินาทีแรกทีผมหาแพ็กเกจ One Day Trip อ่าฮ๊าาา!! คุณไม่ได้อ่านผิดหรอกครับ ว่าคนที่เที่ยวมาร้อยประเทศ เจ็ดทวีปอย่างผม ถามหาแพ็กเกจเที่ยว เพราะเอาเข้าจริงก็มันสะดวกดี บางทีก็อยากเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง อยากรู้ว่าการมาเที่ยวแบบที่มีคนดูแลนำเที่ยว จัดข้าวหาน้ำให้กินนั้น มันเป็นความรู้สึกเช่นไร ไหนจะต้องอยู่กับคนแปลกหน้ากว่า 10 ชั่วโมง มันจะสนุกไหมน๊า

ว่าแล้วก็เปิดเวป KKday หาแพ็กเกจ One Day Trip ดีกว่า 

พูดถึง KKday ทีแรกก็เข้าใจว่าเวปนี้มีขายแต่ตั๋วรถไฟ Jr กับตั๋วเข้าสถานที่ จำพวก USJ, ดิสนีย์แลนด์ หรืออะไรทำนองนี้ เอาเข้าจริงที่เวปไซต์ KKday มีให้เลือกเยอะมาก และสังเกตว่าที่เด่นๆ เห็นจะเป็นแพ็กเกจ One Day Trip นี่แหละ โดยเฉพาะที่ญี่ปุ่น มีให้เลือกเยอะจัง ราคาก็แตกต่างกันไปตามแต่ที่เราเลือก ทีแรกว่าจะนั่งเฮลิคอปเตอร์ไปถ่ายภาพมุมสูง แต่เห็นราคาแล้วสู้ไม่ไหว ราคาสูงสมกับนั่งฮอ. เลยขอจัดมาเป็นทริปเบาๆ เอาใจคนชอบใบไม้เปลี่ยนสีดีกว่า

อ่อ!! เนื่องจาก KKday เป็นเวปไซด์ที่มีบริษัทแม่อยู่ที่ไต้หวันครับ ดังนั้นการจ่ายเงินก็จะชำระเป็นสกุลเงินไต้หวันดอลล่าร์ เรดก็จะใกล้เคียงกับบ้านเราครับ 1 ​TWD ประมาณ 1.10 บาท

กดชำระเงินเรียบร้อยก็รอวอยเชอร์ส่งเข้ามาในเมลล์ จากนั้นก็เป็นอันเสร็จพิธี

จากนั้น ก็ต้องมาลุ้นเอาว่าเพื่อนร่วมทริปเราจะเป็นใครรุ่นไหนกันบ้าง

แต่ส่วนตัวผมเนื่องจากท่องเที่ยวอยู่บ่อย เจอคนใหม่ๆ ตลอดเวลา แถมยังทำงานด้านท่องเที่ยวนี้อยู่แล้ว แน่นอนว่าก็จะมีความคุ้นชินกับเรื่องเหล่านี้เป็นพิเศษ และพอที่จะมีวิธีการรับมือและจัดการกับเรื่องพวกนี้ได้ดีครับ

 

3.

เช้าวันออกทริป ข้อมูลที่ส่งมาในเมลล์ คอนเฟิร์มสถานที่นัดหมายว่า 8.30 น. ที่อาคาร Subaru แถวชินจูกุ ย่านนี้มีบริษัททัวร์ One Day Trip นิยมนัดลูกค้าเยอะมาก รถบัสอาจจะจอดกันหลายคันดังนั้นต้องสังเกตและถามไถ่เจ้าหน้าที่ให้ดีครับ ว่ามีชื่อเราหรือเปล่า ถ้ามาถึงก่อนเวลาก็จะดีมากครับ เพราะจะได้มีเวลาเดินหา แถมมีเวลาเลือกที่นั่งบนรถได้ด้วย

Processed with VSCO with a10 preset

ส่วน One Day Trip จาก KKday หาง่าย โดยสังเกตเจ้าหน้าที่จะใส่เสื้อกั๊กสีฟ้าสดใส พร้อมป้ายหน้ารถที่แสดงให้เห็นชัดเจนครับ ผมมาก่อนเวลาเล็กน้อย เมื่อมาถึงก็แจ้งชื่อ รับเอกสารประกอบการเดินทาง จากนั้นก็ขึ้นไปนั่งบนมินิบัส ซึ่งเต็มไปด้วยอาม่าชาวจีนและไต้หวันเกือบทั้งคันครับ!! หันซ้ายหันขวา มีเพียงผมและน้องอีกสองท่านที่ดูจะเป็นวัยรุ่นหน่อย (อิอิ ตีเนียน) แถมยังได้ที่นั่งติดกันด้วย แรกๆ ก็ต่างคนต่างอยู่ครับ แต่พอลงไปเที่ยวจุดแรก เป็นอุโมงค์ใบไม้เปลี่ยนสี Momiji Kairo จุดชมวิวใบไม้แดงชื่อดัง แห่งทะเลสาบคาวากูจิโกะ ผมก็เห็นทั้งคู่ต้องคอยสลับกันถ่ายรูปจึงทำให้ไม่มีรูปคู่ซักเท่าไหร่

ปกติใครที่ไปเที่ยวกับผมจะรู้อยู่แล้วว่าผมจะคอยถ่ายรูปสวยๆ ให้แล้วส่งให้ด้วย! ผมเลยอาสาจะช่วยเค้าทั้งสองคนถ่ายรูปให้ รูปแรกก็ใช้มือถือของน้องผู้หญิง (ชื่อเหวิน-คนไต้หวัน) ถ่ายให้ … แต่แล้วรู้สึกไม่สะใจเท่าใช้กล้องตัวเอง ก็เลยเป็นที่มาของภาพเซ็ทเล็กๆน่ารักแบบนี้ที่ตามติดชีวิตของคู่รักชาวไต้หวันสองคนนี้ตลอดทั้งวัน

ผมมีอยู่ช่วงหนึ่งผมพูดเปรยๆ ติดตลกขึ้นมาว่า เหมือนตัวผมเองเป็นปาปารัสซี่ คอยตามถ่ายดาราเลย น้องผู้ชาย (ชื่อเวปเบอ) เลยบอกว่าไม่เป็นไรเค้าชอบ พูดเสร็จ แจกยิ้มหนึ่งที เป็นการส่งสัญญาณว่า “ถ่ายอีกนะ”

ตรงจุดลงรถบัสจะมีทางเดินเล็กๆ ลงไปยังทะเลสาบคาวากูจิโกะ ก็แวะถ่ายรูปฟูจิกันก่อน จากนั้นก็เดินไปสู่อุโมงค์ใบไม้เปลี่ยนสี ที่ดูเผินๆ เหมือนจะดูเป็นท่อระบายน้ำขนาดใหญ่ ยาวประมาณ 500 เมตร ปกคลุมด้วยใบโมมิจิหลากสีที่ร่วงโรยทับถมกันไป งดงามยิ่งนัก

โมมิจิ (Momiji) คือ ชื่อเรียกของใบเมเปิลในญี่ปุ่น ที่ใบจะเปลี่ยนสีจากสีเขียวเป็นสีเหลือง ส้ม และแดงในฤดูใบไม้ร่วง และในญี่ปุ่นพันธุ์ที่ปลูกมากคือ อิโระฮะโมมิจิ (Iroha Momiji) ซึ่งตรงอุโมงค์ทางเดินยาวเลียบทางแม่น้ำนี้จะมีต้นเมเปิ้ลปลูกเรียงรายตลอดสองข้างทาง พอถึงช่วงฤดูใบไม้ร่วงใบเมเปิ้ลพวกนี้ก็จะเปลี่ยนสีและร่วงหล่นลงตามพื้น ปกคลุมทางน้ำสายเก่ากลายเป็นสีส้มแดงไปทั่วบริเวณทั้งด้านบนด้านล่าง เวลามองไปตามทางเดินยาวก็จะมีลักษณะเหมือนกับอุโมงค์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานเทศกาลใบไม้เปลี่ยนสีนี้ คาวากูจิโกะ จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ปีนี้ตรงกับวันที่ 1-23 พฤศจิกายน ครับ

เราใช้เวลาชมวิวฟูจิและถ่ายรูปใบไม้เปลี่ยนสีราว 2 ชั่วโมง จากนั้น ก็นั่งรถไปทานอาหารกลางวันครับ รถนำเราไปจอดที่หน้าร้านอาหารขนาดใหญ่ ตกแต่งสไตล์ญี่ปุ่นสมัยโบราณ มื้อกลางวันนี้ทานอุด้งกันครับ ค่าอาหารกลางวันจะรวมอยู่ในราคา One Day Trip แล้วนะครับ ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม ยกเว้นหากต้องการสั่งอย่างอื่นเป็นพิเศษ เช่น เครื่องดื่ม หรือขนม ก็ต้องซื้อเองครับ

อุด้งหม้อไฟร้อนๆ มาซดน้ำซุปท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็น ทำให้รู้สึกดีขึ้นมากครับ

ทานเสร็จ ก็ขอตัวมาหามุมถ่ายภาพให้ตัวเองสักหน่อยครับ มีหลายท่านถามว่า ผมถ่ายยังไง … ผมใช้การสั่งลั่นชัตเตอร์โดยการกระพริบตา 1 ทีครับ

ไม่ใช่!! มุขนะ ใช้วางกล้องบนที่ราบ จากนั้นใช้แอพพิเคชั่นที่มาจากกล้อง เชื่อมต่อกับมือถือแล้วกดชัตเตอร์ผ่านทางมือถือครับ

ส่วนท่าทางที่โพสราวกับว่าถ่ายแบบเดอะเฟสเมนนั้น … อินเนอร์มาเองเต็มๆ ครับ แหะๆ

เมื่อทุกคนพร้อม เวลาบ่ายโมงเราก็นั่งรถชมวิวรอบทะเลสาบ คาวากูจิโกะ กันต่อครับ โดยมีฟูจิซังทำหน้าที่เจ้าบ้าน รอต้อนรับเราอยู่ในทุกมุมเกือบจะ 360 องศา

จากนั้น รถบัสก็พาเรามายังหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนึงครับ อารมณ์หมู่บ้านโบราณ ซึ่งถ้าอยากผ่านเข้าไปด้านใน ต้องจ่ายตังค์นะจ๊ะ เป็นค่าผ่านทาง คนละ 350 เยน ดังนั้น สิ่งที่คณะเราจะทำ คือการแวะเข้าห้องน้ำของหมู่บ้าน ซึ่งอยู่ตรงทางเข้า แต่ไม่เดินเข้าไปหรอกนะ เพราะอยู่ตรงนี้ก็เห็นชัดดี (ว่ามันไม่มีอะไร)

แวะถ่ายรูปใบไม้เปลี่ยนสีสักใบ แล้วเราก็เดินทางไปกันต่อครับ

 

4.

ไฮไลท์ของเราจะอยู่ที่ ถ้ำที่อยู่ใกล้ภูเขาไฟฟูจิ มีด้วยกัน 3 ถ้ำ แต่เราจะเที่ยวแค่ 2 ถ้ำ เพราะว่าไม่เช่นนั้นมันจะค่ำ จุดแรกเลยคือ ถ้ำลมฟูกากุ (Fugaku Wind Cave) ล้อมรอบไปด้วยธรรมชาติและป่าตลอดทางที่เรานั่งรถผ่านมานั่นแหละครับ

ใส่หมวกเซฟตี้ให้เรียบร้อยก่อนมุดเข้าถ้ำ แต่ก่อนเข้าก็ขอชักภาพสักใบไว้เป็นที่ระทึก

ในอดีตถ้ำลมแห่งนี้ถูกใช้เป็นโกดังธรรมชาติคล้ายตู้เย็น เนื่องจากมีอุณหภูมิราว 0-5 องศาเซลเซียสตลอดปี ถ้ำมีความยาว 201 เมตร มีลักษณะเป็นหลุ่ม-บ่อบริเวณข้างผนังถ้ำ เมื่อเดินลงบันไดมุ่งสู่ด้านในถ้ำก็รู้สึกถึงความเย็นจากอุณหภูมิโดยรอบที่ลดลงได้ทันที ภายในถ้ำมีขนาดกว้างจึงเดินได้ค่อนข้างสะดวก แต่ก็ต้องระวังหินที่ย้อยลงมาโดนศรีษะ

เมื่อเดินไปข้างหน้าเรื่อยๆ สภาพของผนังอย่างหินผาขรุขระและสีน้ำตาลหยาบก็จะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป โครงสร้างภายในถ้ำเกือบทั้งหมดเกิดจากหินบะซอลต์ จึงมีคุณสมบัติดูดซับเสียงได้ดี ด้านในสุดของถ้ำมีการติดตั้งชั้นวางของมีกล่องไม้โอ๊คและกระป๋องตั้งอยู่จำนวนหนึ่ง เป็นภาพจำลองการใช้ถ้ำเป็นตู้เย็นในอดีต เนื่องจากในสมัยนั้นยังไม่มีตู้เย็น คนญี่ปุ่นก็เลยใช้ถ้ำแห่งนี้เป็นแหล่งเก็บรังไหมสำหรับทอผ้าไหมและเมล็ดพันธุ์ของต้นไม้ให้อยู่ในสภาพแช่เย็นนั่นเอง นับเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านญี่ปุ่นที่ฉลาดสุดๆ จริงๆ

ถ้ำนี้ใช้เวลาราว 15 นาทีก็สำรวจเรียบร้อยครับ สำคัญที่สุดคือตอนเดิน ต้องคอยก้มต่ำ แต่ไม่ถึงกับหมอบคลาน เพราะพื้นค่อนข้างเปื้อนและแฉะ ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ ให้ฝากของทิ้งไว้บนรถก่อนครับ

เมื่อมุดถ้ำลงเสร็จ ต่อไปเราจะเดินลุยป่ากันต่อ เพื่อไปที่ถ้ำน้ำแข็งนารุซาวะ (Narusawa Ice Cave) ครับ อยู่ห่างจากถ้ำลมประมาณ 1 กิโลเมตร ระหว่างเส้นทางเดินเหล่านี้ ในอดีตคนญี่ปุ่นเชื่อว่าเมื่อย่างกรายเข้าไปในป่าเขียวขจีที่มีความชื้นสูงนี้แล้วจะไม่สามารถกลับออกมาได้อีก (คนญี่ปุ่นก็เชื่อเรื่องอะไรแบบนี้ด้วยแหะ)

นอกจากนี้ ริมทางเดินแถวนี้ก็มีหลุมกว้างบนพื้นดินอยู่เยอะด้วยซึ่งเป็นร่องรอยของโพรงก๊าซที่มีก๊าซจากภายในผุดขึ้นมาตอนลาวาที่ไหลออกมาจากการปะทุของภูเขาไฟฟูจิแข็งตัว เป็นความอัศจรรย์ทางธรรมชาติที่มีการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ณ ที่แห่งนี้ครับ

ไกด์จาก KKday กำลังซื้อตั๋วให้ รวมอยู่ในแพ็คเกจ One Day Trip แล้วครับ ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

“ถ้ำน้ำแข็งนารุซาวะ” (Narusawa Ice Cave) ตั้งอยู่ทางตะวันออกของป่าอาโอกิกาฮาระตรงตีนภูเขาไฟฟูจิ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นอนุสรณ์สถานทางธรรมชาติ เป็นถ้ำทรงกระโจมที่เกิดจากลาวาจากการปะทุของภูเขาไฟฟูจิ ภายในคล้ายกับถ้ำลม คือมีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 0 องศาเซลเซียส เย็นจัดชนิดที่ว่าแค่ยืนอยู่ปากถ้ำก็สัมผัสได้ถึงไอเย็นที่ลอยขึ้นมาปะทะร่างกาย

จุดที่เตี้ยที่สุดภายในถ้ำคือ 91 เซ็นติเมตร

ทางเดินภายในถ้ำค่อนข้างแคบ มีระยะทางเดินยาวประมาณ 150 เมตร แต่มีลักษณะคดเคี้ยวเหมือนวงแหวน ทำให้เราสามารถเดินวนรอบถ้ำได้เลย เวลาเดินต้องคอยก้มต่ำเพราะภายในถ้ำบางจุดค่อนข้างเตี้ย ไม่ถึงเมตร โดยรอบจึงมีการติดตั้งราวจับเอาไว้ให้ด้วยเพื่อความปลอดภัย เพราะทางเดินภายในลื่นเนื่องจากมีหยดลงมาจากเพดานถ้ำ

เมื่อผ่านช่วงที่แคบและเตี้ยที่สุดภายในถ้ำเข้ามาได้แล้ว ก็จะพบกับกำแพงน้ำแข็งรายรอบซ้าย-ขวา เมื่อก่อนที่นี่เคยใช้เป็นตู้เย็นธรรมชาติด้วยเหมือนกัน ถ้าเทียบกับถ้ำลมก็น่าจะประมาณช่องแช่ผัก แล้วมีถ้ำน้ำแข็งเป็นช่องฟรีซ ปัจจุบันก็ยังคงจำลองสภาพในสมัยก่อน โดยการถมน้ำแข็งเป็นบล็อกแบบนี้อยู่ ส่วนอีกฝั่งหนึ่งเป็นเสาน้ำแข็งสวยงามมีการใช้ไลท์อัพน้ำแข็งรูปร่างต่างๆ ให้เปล่งประกายราวกับอัญมณีสีน้ำเงิน เสาน้ำแข็งเกิดจากน้ำที่หยดลงมาจากเพดานถ้ำและเย็นจนกลายเป็นน้ำแข็งและทับถมกันไปเรื่อยๆจนเกิดเป็นรูปร่าง ถ้ำน้ำแข็งใช้เวลาเดินไม่นานครับประมาณ 15 นาทีก็เสร็จ เมื่อเดินขึ้นบันไดไปเรื่อยๆ ก็เริ่มเห็นเค้าของป่าไม้เขียวขจีสว่างจ้าขึ้นมาบ้างแล้ว พร้อมกับเหน็บชาที่มาทักทายบริเวณขาทั้ง 2 ข้าง เพราะมันต้องย่อทั้งเกร็งตลอดเวลา

ส่วนอีกถ้ำเป็นถ้ำค้างคาว (Bat Cave) ซึ่งอยู่ห่างออกไป เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของค้างคาว ที่เราไม่ได้ไปเพราะมีโปรแกรมจะไปที่หมู่บ้านน้ำศักดิ์สิทธิ์โอชิโนะฮักไก (Oshino Hakkai) ใครที่เดินทางมาเอง ก็ดูจะลำบากไปสักนิดครับ เพราะต้องนั่งรถบัสจาก Fujisan Station มาลงที่ Oshino Hakkai Bus Stop บัสออกชั่วโมงละ 1-2 รอบ แต่ถ้ามาใกล้ค่ำแบบผม ก็ต้องเช็คเที่ยวรถเวลากลับให้ดี ส่วนผมมากับ One Day Trip จาก kkday จึงไม่มีปัญหาครับ

 

5.

หมู่บ้านโอชิโนะฮักไก (Oshino Hakkai) เป็นจุดท่องเที่ยวที่สร้างเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ประกอบด้วยบ่อน้ำ 8 บ่อ ตั้งอยู่ระหว่างทะเลสาบคาวากูจิโกะ (Lake Kawaguchiko) กับทะเลสาบยามานาคาโกะ (Lake Yamanakako) ซึ่งเป็นพื้นที่เก่าของทะเลสาบแห่งที่ 6 ที่แห้งขอดไปเมื่อ 200-300 ปีที่ผ่านมา บ่อน้ำทั้ง 8 นี้เป็นน้ำจากหิมะที่ละลายในช่วงฤดูร้อนที่ไหลมาจากทางลาดใกล้ภูเขาไฟฟูจิ ผ่านหินลาวาที่มีรูพรุน ทำหน้าที่เหมือนเป็นเครื่องกรองน้ำไปในตัวจึงทำให้น้ำที่ไหลมาใสสะอาดเป็นพิเศษ จนกระทั่งเห็นนักท่องเที่ยวบางคน รองน้ำใส่ขวดเก็บกลับประเทศไปเลยครับ

หมู่บ้านโอชิโนะฮักไก (Oshino Hakkai) หมู่บ้านมรดกโลก

ภายในหมู่บ้านมีบ่อปลาน้ำจืดขนาดใหญ่ น้ำใสและลึกมากครับ นอกจากนี้ยังมีร้านอาหาร ร้านจำหน่ายของที่ระลึก และซุ้มรอบๆบ่อ ที่ขายทั้งผัก มันเทศหวานย่าง ขนมหวาน ผักดอง งานฝีมือ และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นอื่นๆ ตามสไตล์แหล่งท่องเที่ยวครับ นับเป็นหมู่บ้านที่มีความน่ารัก สวยงามแบบเรียบง่าย เมื่อได้ถ่ายภาพพระอาทิตย์ตกกระทบกับน้ำในบ่อสะท้อนขึ้นมา ก็ได้ภาพสวยๆ มาฝากกันพอสมควรครับ

ผงปลาโอแห้ง เขียนเป็นภาษาไทย – คนไทยคงไม่ค่อยนิยมซื้อเท่าไร อิอิ

ดูกันจนเพลิน เดินกันจนหนำใจก็ได้เวลากลับโตเกียวครับ ใช้เวลานั่งบัสอีกราวๆ 75 นาที ก็จะถึงที่แถวชินจูกุ บัสจะส่งตรงหน้าสถานีรถไฟพอดี ทำให้เดินทางต่อง่ายครับ ที่สำคัญ มาถึงเวลา 1 ทุ่มตรงเป๊ะเลยครับ

เป็นการจบ One Day Trip ที่สะดวก สบาย สนุก และได้มิตรภาพจากเพื่อนใหม่ร่วมทริปมากมาย ใครที่อยากมีประสบการณ์ ในการเดินทางที่หลากหลาย ก็ลองเลือกสักโปรแกรมนึงที่สนใจจาก KKday ได้เลยครับ