JAPAN ROAD TRIP

“ขับรถเที่ยวญี่ปุ่น” กลายเป็นเทรนด์ใหม่ของการท่องเที่ยวแดนปลาดิบไปเสียแล้วครับ อาจจะด้วยเพราะความสะดวกสบายในการเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ ของคนที่เดินทางไปญี่ปุ่นมาแล้วหลายครั้ง จึงต้องการมองหาจุดหมายปลายทางที่ไม่ซ้ำใคร ยังมีความสวยงามอยู่มาก และน่าค้นหา ควรค่าแก่การขับรถเที่ยว

อันที่จริง 2 ปีหลังนี้ ทุกทริปของกานต์ เน้นขับรถ ผสมกับการนั่งรถไฟไปยังหัวเมืองและเช่ารถขับต่ออยู่ดีครับ อย่างทริปนี้ก็เช่นกัน มีบางจุดหมายที่เคยไปแล้วและกลับไปซ้ำ แต่หากจะเดินทางโดยรถไฟเหมือนก่อนหน้านี้ก็ทำได้ แต่ใช้เวลานานกว่าเดิมมาก สู้ขับรถเที่ยวดีกว่าครับ ประหยัดเวลาและสามารถรื่นรมย์กับการเดินทางได้เยอะกว่ามาก

Emma Chase เคยเขียนไว้ว่า

Because the greatest part of a road trip isn’t arriving at your destination. It’s all the wild stuff that happens along the way.

ความหมายก็ตรงกับคอนเซปต์ของกานต์ครับ ในการเดินทางแต่ละทริปนั้น ไม่ใด้กินความเพียงแค่การมุ่งหน้าไปสู่จุดหมายปลายทางเท่านั้น แต่เรื่องราวระหว่างการเดินทางนั้นก็สำคัญ

ซึ่งการขับรถเที่ยวญี่ปุ่น ดูจะตอบโจทย์การเที่ยวแบบ Leisure Travel ของเรามากที่สุดครับ

โดยทริปนี้มีแพลนไว้ว่าจะขับรถเที่ยวเป็นวงกลมในเมืองต่างๆ ตามเส้นทางดังนี้ Tokyo / Ibaraki / Iwaki / Fukushima / Gunma / Toshigi / Yamanashi / Shizuoka / Kanagawa / Tokyo ใช้เวลาราวๆ 12 วันรวมการอยู่ในโตเกียว

เดินทางกับ JAPAN AIRLINES

ปัจจุบัน ถ้าจะไปลงที่โตเกียว (TYO) ผมมักจะเลือกลงสนามบินฮาเนดะ (HND) เพราะใกล้เมืองกว่า แต่ก็ไม่เสมอไปนะครับ ถ้าเปิด app Traveloka แล้วเจอไฟล์ทลงนาริตะ (NRT) ราคาดีกว่า ผมก็เลือกเหมือนกัน ดังนั้นต้องหมั่นเช็คครับ หรือเข้าไปตั้งแจ้งเตือนราคาไว้ล่วงหน้าในฟีเจอร์ ฟีเจอร์ “Price Alerts” ก็ทำได้โดยง่ายและสะดวกดีครับ

ทริปนี้ผมเลือกบินกับสายการบินแจแปน แอร์ไลน์ (Japan Airlines หรือ JAL) สายการบินแห่งชาติญี่ปุ่น เพราะได้ข่าวว่าที่นั่งชั้นธุรกิจนั่งสบายและสวยมาก เป็นที่นั่งแบบใหม่เรียกว่า SkySuite III ซึ่งได้รางวัลรับ Good Design Award 2016 เลยขอลองซะหน่อยครับ

ไฟลท์ที่เลือกไปเป็นไฟลท์เช้า JL032 ออกจากไทย 09.55 น. โดยประมาณ จะเดินทางถึงสนามบินฮาเนดะเวลา 17.30 น. ตามเวลาประเทศญี่ปุ่น รวมเวลานั่งเครื่องก็ราวๆ 5 ชั่วโมงกว่าครับ ไฟล์ทนี้เครื่องบินเป็นรุ่น Boeing 777 200-ER ลำใหญ่สั่งสบาย ส่วนตัวผมชอบบินกลางวัน เพราะปกตินั่งเครื่องบินมักจะไม่ค่อยง่วง ถ้าบินกลางวันก็จะมีเวลาทำงานบนเครื่องได้ ที่ชอบอีกอย่างเพราะ JAL มี WIFI ให้ซื้อเล่นบนเครื่องได้แบบ Unlimited ประมาณ 18$ ครับ ถือว่าไม่แพงเลย

สิ่งที่ชอบอีกอย่างของการนั่งชั้นธุรกิจ Japan Airlines เพราะมี Sakura Lounge ไว้ให้ใช้บริการครับ ถามว่าแตกต่างจาก Bussiness Class Lounge สายการบินอื่นอย่างไร ความเห็นส่วนตัวคือชอบในความเป็นญี่ปุ่นและจิตวิญญาณการให้บริการแบบ “โอโมเตะนาชิ” แถมที่นี่ยังกว้างโล่งสบาย มีบริการอาหารเครื่องดื่ม มีห้องอาบน้ำ แต่ที่สำคัญคือ “ข้าวแกงกะหรี่” ของที่นี่ “โออิชิ!!” (อร่อยมาก) สมแล้วกับที่เป็นเมนู Signature ของ Sakura Lounge ครับ ทานไปชมเครื่องบินไปสบายใจ

ได้เวลาเรียกขึ้นเครื่องแล้วครับ ผมชอบวิธีการบอร์ดของญี่ปุ่นนะครับ จะแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ชั้น Business Class จะเป็นกลุ่มที่ 2 ส่วนชั้นประหยัดจะใช้วิธีเรียกขึ้นเครื่องจากโซนท้ายมาโซนหน้าครับ ทำให้ไม่ออกันมากนัก

เข้ามาภายใน พบว่าห้องโดยสารออกแบบให้ดูกว้างขวางและโปร่งโล่ง ภายในชั้น Business Class แบบ Sky Suite III จะใช้สีโทน ครีม ดำ ขาว สวยงามและหรูหรามากครับ

การดีไซน์ผังที่นั่งที่เก๋มาก จัดเรียงแถวแบบ 1-2-1 ทำให้เข้า-ออกจากที่นั่งได้อย่างสะดวกสบาย ไม่รบกวนที่นั่งข้างๆ

ให้ความเป็นส่วนตัว แม้จะเป็นที่นั่งคู่ตรงกลางก็ตาม นอกจากนี้ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกและ In Flight Entertainment มีอุปกรณ์ ควบคุมจอทีวีส่วนตัวขนาด 17 นิ้ว และไฟ LED สำหรับอ่านหนังสือ มีช่องเสียบหูฟัง เสียบปลั๊กไฟ AC และ USB Port ด้วยครับ ส่วน Amenity อื่นๆ มี มีตู้เก็บสัมภาระขนาดเล็ก บริการผ้าห่ม หมอนและสลิปเปอร์ครับ หากมีสูท หรือแจ็คเก็ต พนักงานจะช่วยนำไปแขวนไว้ให้ครับ พร้อมกับบริการเครื่องดื่มระหว่างรอบอร์ดดิ้ง

ส่วน JAL BEDD Sky Auberge เป็นชื่อเรียกของการให้บริการอาหารและเครื่องดื่มในรูปแบบของร้านอาหารลอยฟ้า ร้านอาหารลอยฟ้า โดยตัว D นั้นเป็นตัวย่อของคอนเซปต์ในการบริหาร เรื่องการรับประทานอาหาร (Dining) อย่างไร้กังวล ซึ่งให้บริการอาหารรสเลิศ (Delicious) และความสบายราวกับฝัน (Dream-like) ซึ่งจะเน้นเมนูของเชฟผู้มีชื่อเสียงของญี่ปุ่นเป็นหลักครับ

Source

 

ใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมงก็มาถึงญี่ปุ่นครับ สังเกตว่าถ้าไฟล์ทลงช่วงเย็นจะคนไม่เยอะเท่าช่วงเช้า เพราะทริปก่อนหน้าเคยบินดึกลงเช้า เจอไฟล์ทยุโรป 4-5 ไฟล์ท ทำให้รอคิวตม. นานมาก ตามแพลนก็คือหลังจากรับกระเป๋าเสร็จจะนั่งรถของโรงแรมที่มารับที่สนามบินก่อนจะเริ่มต้น Road Trip ของเราในเช้าวันพรุ่งนี้

DAY2 : IBARAKI

หลังจากรับรถจากร้านเช่า เราก็เริ่มต้นทริป “ขับรถเที่ยวญี่ปุ่น” ด้วยการมุ่งหน้าไปจังหวัดอิบารากิ เพื่อไปพักโรงแรมออนเซ็นติดทะเลที่สวยที่สุดแห่งหนึ่ง แต่ก่อนที่จะไปเช้านี้ของแว๊บไป Outlet ใกล้ๆ สนามบินก่อนจะได้ไม่ต้องย้อนมา

เมื่อไปถึงก็เป็นเวลาตอนบ่าย เลยไปชมสวน “ฮิตาชิ ซีไซด์ พาร์ค” (Hitachi Seaside Park) ตั้งอยู่ที่ชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกอำเภอ Hitachinaka จังหวัด Ibaraki เป็นสวนริมทะเลขนาดใหญ่ ที่มีชื่อเสียงด้านทุ่งดอกไม้ที่สวยงามอลังการมากที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ที่มีมีไฮไลท์คือเป็นสวนขนาดใหญ่ที่สามารถชมดอกไม้สีสันสวยงามได้ตลอดทั้ง 4 ฤดู โดยในช่วงที่ไปจะเป็นปลายฤดูของ Kochia ซึ่งเป็นไม้ทรงพุ่มค่อยๆ เปลี่ยนจากสีเขียวเป็นแดงน้ำตาล มีประมาณ 32,000 ต้น เสียค่าเข้าชมสวนประมาณ 500 เยน

ด้วยความที่สวนแห่งนี้มีพื้นที่ทั้งหมดถึง 1.9 ตารางกิโลเมตร  จึงมีจักรยานให้เช่าปั่นบนเส้นทางสำหรับปั่นจักรยานโดยเฉพาะเพื่อความปลอดภัยของคนเดินเท้าด้วย นอกจากนี้ ยังเป็นเป็นโซนจัดกิจกรรมต่างๆ อย่างงานคอนเสิร์ต และมีสวนสนุกด้วย

จากนั้น ขับรถไปเข้าที่พัก ซึ่งจองมาตามโฆษณาตัวนี้ที่เคยเห็น

โรงแรมนี้เป็น Traditional Japanese แท้ๆ ชื่อว่า Isohara Seaside Hotel ซึ่งของจริงก็ไม่ได้แย่ แต่ภายในค่อนข้างเก่าตามสไตล์โรงแรมญี่ปุ่นที่เปิดให้บริการมานาน ซึ่งก็ไม่ได้สวยอย่างที่คิด 555 ยกเว้นชั้น 7 ซึ่งเป็นออนเซ็นทั้งชั้น จะสวยมาก แต่เสียดายไม่สามารถถ่ายรูปได้นะครับ เลยนำภาพจากเว็ปไซต์ของโรงแรมมาให้ได้ชมกัน จองห้องพักได้ที่ https://www.isohara.co.jp

บรรยากาศของออนเซ็นริมทะเลที่เป็นไฮไลท์ของโรงแรมนี้

 

ส่วนมื้อค่ำ จะรวมอยู่ในราคา Package ที่จองมาแล้วครับ เราทานกันที่ห้องอาหาร KIHEI ซึ่งเป็น 1 ใน 2 ห้องอาหารของทางโรงแรม จะเสิร์ฟเป็นลักษณะ “ไคเซกิ” (Kaiseki) ซึ่งถือเป็นเสน่ห์ของการพักโรงแรมแบบญี่ปุ่นแท้ๆ โดยในอาหารไคเซกิจะประกอบไปด้วยอาหารจำนวนหลากหลายชนิด ที่จะค่อยๆ เสิร์ฟออกมาทีละจานในปริมาณที่ไม่มากนัก (รูปแบบคล้ายกับอาหารฝรั่งเศสที่ค่อยๆ เสิร์ฟออกมาจนครบคอร์ส)  นอกจากนี้ อาหารไคเซกิของญี่ปุ่นได้รับขึ้นทะเบียนจาก UNESCO ให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ จึงกลายเป็นประสบการณ์ที่น่าสนใจหากใครมาเที่ยวญี่ปุ่นและได้ลองทางอาหารแบบไคเซกิครับ

ที่ชอบที่สุดคือรูปนี้ เป็นห้องอาหารเช้าที่เห็นวิวทะเล ท่ามกลางบรรยากาศของคนญี่ปุ่นล้วนๆ ไม่พบนักท่องเที่ยวสัญชาติอื่นเลยยกเว้นเรา อาจจะเป็นเพราะ Ibaraki ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวหลัก จึงไม่ค่อยมีใครนิยมมาเที่ยวและพักที่นี่กันสักเท่าไร หรืออาจจะเป็นเพราะจังหวัดนี้อยู่ใกล้กับโตเกียว ชนิดที่ไปเที่ยวเช้าไปเย็นกลับได้เลย จึงไม่ค่อยนิยมพักค้างกัน

อาจจะเป็นเพราะทริปนี้เราไม่รีบครับ เน้นพักผ่อน ช่วงสายหลังทานข้าว ผมจึงไปนอนกึ่งนั่งเล่นริมระเบียงห้องที่เห็นวิวทะเล อ่านหนังสือจบไปบทหนึ่งถึงงีบไปเล็กน้อย แดดอุ่นๆ ยามสาย ก็ทำให้หลับสบายดีเหมือนกันครับ

ภาพถ่ายจากระเบียงห้องพัก ซึ่งวิวสวยมากติดทะเล

DAY3 : IWAKI

เมื่อได้เวลาเช็คเอ้าท์ เราจึงขับรถมาต่อกันที่เมืองอิวากิ (Iwaki) ซึ่งอยู่ห่างจากโรงแรม Isohara Seaside ไม่มากนักราวๆ 30 กิโลเมตร แต่ถนนค่อนข้างเล็ก ขับเลาะทะเลและเลียบเขา ใช้เวลาขับรถราว 1 ชั่วโมง

อิวากิเมืองติดทะเลที่เคยได้รับผลกระทบจากคลื่นยักษ์ถล่มฟุกุชิมะเมื่อปี 2011 พอสมควรครับ ตอนนั้น ทุกคนโศกเศร้าเสียใจกันเป็นอย่างมาก จนทำให้ความเป็นอยู่ซบเซา  สถานที่ท่องเที่ยวและโรงแรมต่างเงียบเหงา แต่ก็ได้เหล่านางฟ้า “ฮูล่าเกิร์ล” (Hula Girls) จากโรงแรม Spa Resort Hawaiians กลุ่มโรงแรมขนาดใหญ่ ที่เป็นจุดหมายปลายทางและที่พักของเราในคืนนี้ครับ

Spa Resort Hawaiians เป็นโรงแรมเก่าแก่ที่เปิดมาตั้งแต่ปี 1966 ประกอบด้วยที่พักขนาดใหญ่ 3 อาคาร คือ Hotel Hawaiians, Vir Port และ Monolith Tower ภาพรวมได้รับการออกแบบให้บรรยากาศเสมือนอยู่ในฮาวายผสมญี่ปุ่น ตกแต่งด้วยต้นสับปะรด และพืชเขตร้อนอื่นๆ ทั้งพนักงานและแขกผู้เข้าพักจะแต่งตัวสไตล์ฮาวาย โดยมีไฮไลท์ที่ดึงดูดใจชาวญี่ปุ่นทุกเพศทุกวัย รวมถึงชาวต่างชาติ อย่างผมด้วย นั่นก็คือ สวนน้ำในร่มขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่กว้างขวางมาก พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ไม่ว่าจะเป็นออนเซ็น ร้านอาหาร ร้านขายของ ฯลฯ

ภายในรีสอร์ทแบ่งออกเป็นหลายโซน แต่ที่เปิดให้แขกข้างนอกมาใช้บริการได้ด้วยนั้นก็คือ สวนน้ำ ครับซึ่งมีพื้นที่หลักคือสระว่ายน้ำในร่ม พระเอกคือสไลด์เดอร์สไลด์เดอร์ยักษ์ที่สูงเกินกว่า 10 เมตร มีทางลงที่ค่อนข้างชันและคดเคี้ยว ท้าทายสายเอ๊กซ์ตรีมเป็นอย่างยิ่ง

แต่ถามว่าผมได้เล่นไหม ….ตอบได้เลยว่า ไม่กล้า ครับ

น่าเสียดายที่ไม่สามารถถ่ายรูปโซนที่ผมชอบมากที่สุดมาฝากได้ นั่นคือ น้ำพุร้อนเอโดะโจวะโยอิจิ (Edo Jowa Yoichi) เป็นออนเซนแยกชายหญิง ตั้งอยู่กลางแจ้งขนาดใหญ่ตกแต่งในธีมสมัยเอโดะ ถ้าเป็นช่วงกลางคืนจะสวย เพราะมีแสงไฟสลัวๆ เป็นจุดๆ และยังมีการแสดงละครเงาโบราณ (Kage Shibai) ให้ชมในขณะที่เรากำลังแช่ออนเซ็นอยู่ ผมชอบมากครับ

SOURCE

ไฮไลท์อีกอย่างคือสาวๆ ฮูล่าเกิร์ล ครับ จากแนวคิดเพื่อหางานให้กับลูกสาวคนงานในเหมืองได้ทำในช่วงก่อนหน้านี้ที่สร้างโรงแรมมาใหม่ๆ สาวฮูล่าเกิร์ลได้กลายเป็นแม่เหล็กสำคัญของโรงแรมที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากพอสมควร เหตุการณ์หนึ่งที่ได้ใจคนญี่ปุ่นทั้งประเทศ คือเมื่อช่วงเกิดแผ่นดินไหวในภูมิภาคโทโฮคุเมื่อปี 2011 ที่นี่ได้รับความเสียหาย เจ้าของโรงแรมจึงต้องการสร้างขวัญและกำลังใจในพื้นที่ฟุกุชิมะ  จึงได้ส่งฮูล่าเกิร์ลส์ได้ไปเที่ยวแสดงรอบเมืองและขยายการแสดงไปทั่วญี่ปุ่น เพื่อเป็นการให้กำลังใจและสะท้อนภาพของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เป็นการแบ่งปันความรัก ความเห็นใจและความเด็ดเดี่ยวในการต่อสู้กับเหตุการณ์ร้ายแรงดังกล่าว อีกทั้งยังเป็นการโปรโมทรีสอร์ทเนื่องจากอยู่ระหว่างการก่อสร้างขึ้นใหม่ของสปารีสอร์ทฮาวายเอี้ยนส์อีกด้วย จนทำให้โรงแรมได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นมาจนถึงปัจจุบันนี้

ระยะหลังได้เพิ่มหนุ่มๆ กล้ามโต มาโชว์การแสดง Fire ให้ได้ชมด้วยครับ

สำหรับใครที่สนใจจะเข้าพักสามารถจองได้ที่ เว็บไซต์ : https://www.hawaiians.co.jp  ใช้ Google Translate ช่วยแปลจะดีกว่าครับ เนื่องจากห้องมีหลาย type และมีรายละเอียดในการจองค่อนข้างมาก แต่แนะนำว่าให้จองเป็น Package รวมอาหารมาทุกมื้อจะสะดวกกว่านะครับ

เนื่องจากเป็นเมืองติดทะเล “อิวากิ” ยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นไฮไลท์อีกอย่าง คือ “พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ Aquamarine Fukushima” ครับ อยู่ไม่ไกลจากโรงแรม Spa Resort Hawaiians มากนัก

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแห่งนี้ได้จัดแสดงพันธุ์ปลากว่า 600 สายพันธุ์ ในบรรยากาศที่ใกล้เคียงกับธรรมชาติอย่างมาก เราสามารถชมเหล่าฝูงปลาและสัตว์ทะเลทั้งหลาย แหวกว่ายอย่างมีความสุขในแท๊งค์น้ำขนาดใหญ่ ได้ดูวิถีชีวิตของสัตว์ต่างๆ ที่นำมาจัดแสดง

ดูเหมือนว่า พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะได้รับความนิยมจากเด็กๆ ชาวญี่ปุ่นมากเป็นพิเศษครับ คนเยอะมาก ขนาดว่ามีหลายโซน แต่บางจุดก็ยังถือว่าอยู่ในระดับเบียด ทั้งยังมีโซนแหล่งเรียนรู้ของเด็ก ให้ได้มาทำ Workshop กับกิจกรรมพิเศษต่างๆ ที่จัดขึ้นด้วย

ในระยะเดินได้ ในระยะตาเห็นจากอควาเรียม เป็นตลาดปลาชื่อน่ารัก “La La Mew” ตลาดขายอาหารทะเลที่อยู่ติดทะเลชื่อดังของฟุกุชิมะ มีทั้งหมด 2 ชั้น ชั้นล่าง จะเน้นขายอาหารทะเลสดๆ แบบซื้อกลับไปปรุงที่บ้าน หรือบางร้านก็ปิ้งย่างกันสดๆ มีโต๊ะเล็กๆ แบ่งปันให้นั่งทาน นอกจากนั้นยังมี Supermarket ขนาดย่อมที่ขายขนม ของกิน และของฝากทั่วๆ ไป มีร้านอาหารให้นั่งทานอย่างเป็นกิจลักษณะ ส่วนชั้นบนจะมีร้านอาหารอยู่ 2-3 ร้าน เพราะต้องปันพื้นที่เกือบทั้งชั้น จัดแสดงเป็นนิทรรศการ

ร้านอาหารชั้นล่าง มีให้เลือกเยอะและหลากหลาย เดินวนไปมากว่าครึ่งชั่วโมงก็ยังตัดสินใจไม่ได้ สุดท้ายไปจบที่อาหารทะเลปิ้งย่างกันสดๆ ดีกว่าครับ ราคามิตรภาพแถมยังสด หวาน ฉ่ำ มีล็อปสเตอร์ด้วยครับ ตัวละ 5,000-9,000 เยน โดยประมาณ

หลังจากทานอาหารเสร็จ ก่อนกลับโรงแรมก็แวะเดินเล่นซื้อของฝากติดไม้ติดมือกันสักหน่อย ส่วนใครที่สนใจจะเดินห้างสรรพสินค้า ฝั่งตรงข้าม มีห้าง AEON คอยให้บริการครับ สามารถมาเดินเล่นกันขำๆ ได้ เสร็จแล้วค่อยกลับโรงแรมทานแช่ออนเซ็นแล้วทานอาหารค่ำ

DAY 5 : FUKUSHIMA – AIZU WAKAMATSU

ฟุกุชิมะ ดูเหมือนจะเป็นเมืองที่หลายคนกลัว ไม่กล้ามาเที่ยว เพราะข่าวเกี่ยวกับนิวเคลียร์รั่วไหล จากเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิ แต่เอาล่ะ ถ้ามาถึงที่เมืองอิวากิได้ ก็ไม่ควรมีอะไรต้องกลัวแล้ว เราควรเดินหน้าขับรถเที่ยวต่อ

ภูมิภาค โทโฮคุมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอย่าง “หมู่บ้านโบราณ โออุจิ จูคุ (Ouchi-Juku)” เป็นหมู่บ้านโบราณที่สร้างขึ้นในสมัยเอโดะ (ประมาณปี 1640) เพื่อใช้เป็นหมู่บ้านพักแรมลักษณะแปลกตา บ้านทุกหลังจะมุงหลังคาด้วยใบของต้นคายาบุกิ ในลักษณะที่หนา เพื่อทนต่อความหนาว

ในอดีตที่นี่เป็นจุดที่เชื่อมต่อระหว่างแคว้นไอสึ (Aizu) และแคว้นชิโมซึเกะโนะกุนิ (Shimotsuke no Kuni) ซึ่งอยู่ห่างกันราว 130 กิโลเมตร ด้วยระยะทางอันยาวไกลนี้จึงต้องมีหมู่บ้านสำหรับพักแรมระหว่างทาง จึงมีลักษณะคล้ายชุมทางที่มีร้านค้า ตลาด ห้องพัก แต่ปัจจุบันกลายสภาพมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยว และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเขตอนุรักษ์สิ่งปลูกสร้างอันทรงคุณค่าของชาติ

ระยะทางประมาณ 500 เมตร ใช้เวลาเดินชมไม่นานครับ ส่วนมากเป็นร้านอาหารและร้านขายของฝาก แต่บรรยากาศดีมาก ให้ความรู้สึกย้อนอดีต และสดชื่นท่ามกลางธรรมชาติ เพราะในหมู่บ้านจะมีธารน้ำไหลผ่านตลอด น้ำสะอาดใสและเย็นมากๆ จนมีบางร้านนำเครื่องดื่มมาวางแช่ในลำธาร เย็นแบบธรรมชาติไม่ต้องพึ่งตู้แช่เย็นเลยครับ

จากหมู่บ้านโบราณโออุจิ จูคุ ใช้เวลาขับรถราว 45 นาที ก็จะถึงที่เมืองไอซึ วากามัตสึ (Aizu Wakamatsu) และจะพักค้างคืนที่นี่ เพราะตั้งใจจะไปเยี่ยมเพื่อนเก่าของผม Junko ที่เปิดบ้านตัวเองเป็นร้านอาหารและเป็นเรียวกังเล็กๆ ขนาด 6 ห้องนอน สามารถนอนได้ห้องละ 1-6 คนเลยทีเดียวครับ

นับเป็นครั้งที่ 4 ของการมาอาศัยพักที่เรียวกังของ Junko บรรยากาศยังคงอบอุ่นเหมือนเกลอเก่าแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนกัน บ้านเป็นบ้านไม้สองชั้น ร่มรื่นด้วยต้นไผ่ด้านหน้า มองด้านนอกดูเหมือนไม่ใหญ่ แต่ข้างในคือกว้างและลึกมาก เพราะเป็นร้านอาหารขนาดใหญ่ชื่อ “Cuisine Inn Tagoto” ที่มีแขกภายนอกมารับประทานอาหารที่นี่เยอะมาก มีห้องส่วนตัวให้ใช้สำหรับใครที่ต้องการทานข้าวกับกลุ่มเพื่อน

ชั้นบนเป็นในส่วนของห้องพัก ที่นอนจะเป็นแบบฟูกญี่ปุ่น ตามสไตล์เรียวกัง แม่บ้านจะมาปูที่นอนให้ในช่วงที่เราลงไปทานอาหารค่ำ ส่วนห้องน้ำใช้ร่วมกันแยกส่วนสุขาชาย-หญิง และอ่างล้างหน้า ส่วนห้องอาบน้ำจะเป็นออนเซ็นส่วนตัว มี 2 ห้องแบบเดี่ยวและห้องคู่สามารถอาบด้วยกันได้ โดยแม่บ้านจะเตรียมน้ำร้อนไว้ให้ ตามเวลาที่แจ้งไว้ตอนแรก พร้อมเตรียม Amennity ไว้คอยให้บริการครับ

ที่ Tagoto มีให้ระบุว่าจะรับอาหารค่ำและอาหารเช้า หรืออาหารเช้าอย่างเดียว แนะนำว่า ให้เลือกเป็น Package อาหารค่ำด้วยเพราะว่าถือเป็นไฮไลท์ของที่นี่เลยครับ (ก็แน่ล่ะ เขาเปิดร้านอาหารด้วย แขกเต็มทุกวัน เพราะที่นี่ทำอาหารอร่อยมากกกกก) อาหารที่เสิร์ฟจะเป็นลักษณะของอาหารไคเซกิเสิร์ฟทีละจาน ซึ่งดูจากปริมาณแล้วเหมือนจะไม่เยอะ แต่จำนวนเยอะมาก ทานกันจนอิ่มจุกเลยครับ อาหารที่นี่นอกจากจะอร่อยแล้วยังสดมากครับ ส่วนใครที่อยากจะเลือกทานซาชิมิเนื้อม้า สามารถแจ้งล่วงหน้าได้ครับ

ผมลองชิมดูแล้วไม่ค่อยชอบเท่าไหร่เนื้อหวานดีไม่มีกลิ่นคาว แต่ก็ยังทำใจไม่ค่อยได้ครับ แต่ที่ชอบที่สุดก็คือมันบดที่เอาไปเผาราดด้วยน้ำซอสหวานสูตรของทางร้านอร่อยจนต้องขอสองถ้วยเลยครับ

อาหารของที่ Tagoto จะเสิร์ฟเป็น Dish of Season คืออาหารตามฤดูกาลของคนญี่ปุ่นครับ เน้นผัก ปลา คนญี่ปุ่นดั้งเดิม นิยมทานอาหารในท้องถิ่นที่ผลิดอกออกผลตามฤดูกาลครับ เพราะเชื่อว่า การทานอาหารตามฤดูกาลจะส่งผลดีต่อสุขภาพ และยังเป็นเรื่องของคุณค่าทางวัฒนธรรมด้วย วัฒนธรรมการรับประทานอาหารตามฤดูกาลจึงเป็นความภาคภูมิใจของชาวญี่ปุ่นด้วยครับ

อาหารเช้า เสิร์ฟเป็นข้าวอบหน้าปลาฝอย อร่อยแบบคลีนๆ ครับ

DAY 6 : GUNMA

“ทาคารากาวะ ออนเซ็น” (Takaragawa Onsen) คือจุดหมายปลายทางต่อไป เราจึงบอกลา Junko แต่เช้า เพราะวันนี้ต้องขับรถค่อนข้างไกล ระยะทางประมาณ 250 กิโลเมตร ต้องอ้อมไปทางจังหวัดนีงาตะ (Niigata) ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง ถ้าไม่แวะที่ไหน แต่ตามแพลนแล้วจะแวะพักทานอาหารกลางวันที่ตลาดปลาของจังหวัดนี้ แต่ไม่แวะเที่ยวครับ เพราะเราตั้งใจจะไปให้ถึง “ทาคารากาวะ ออนเซ็น” ราวๆ บ่ายสาม ก็ถือว่าทำเวลาได้สบายๆ ไม่รีบมากครับ

แนะนำว่า ถ้าเป็นไปได้ ในการเที่ยว Takaragawa Onsen, Gunma, Japan ออนเซ็นโบราณ ใช้การขับรถไปเองจะค่อนข้างสะดวกกว่าครับ เพราะอยู่ไกลและลึก แต่สวยมาก

ชื่อเต็มของที่นี่คือ ทาคารากาวะ ออนเซ็น โอเซนคาคุ (Takaragawa Onsen Ousenkaku) เป็นเรียวกังพร้อมออนเซ็นชื่อดัง อายุเกือบ 100 ปี ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก แถมยังจองยากมาก มีด้วยกัน 3 อาคาร ต้องระบุในการจองให้ถูกต้องนะครับ มีต้นน้ำจาก Tonaegawa กระแสน้ำร้อนธรรมชาติที่ไหลผ่านเรียวกัง Osenkaku ให้เราได้แช่กายสบายใจใน 4 บ่อ outdoor ท่ามกลางบรรยากาศของฤดูใบไม้เปลี่ยนสีที่มีความงดงามราวกับภาพวาด และที่สำคัญ จะได้ประโยชน์ด้านสุขภาพจากน้ำแร่และผิวพรรณที่ดีจากออนเซ็นแห่งนี้อีกด้วย

จากการวิเคราะห์พบว่า มีหลายปัจจัยที่ทำให้ที่นี่ได้รับความนิยม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเก่าและสวยงามตามธรรมชาติ มีทั้งบ่อน้ำร้อนและธารน้ำตกอยู่ด้วยกัน ทั้งยังเคยใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่อง “Thermae Romae II” (ชื่อไทยฉบับการ์ตูน “สู้ต่อไปลูเซียส!!”) ซึ่งออกฉายในปี 2014 มีบริการออนเซ็นสำหรับนักท่องเที่ยวแบบไปเช้า-เย็นกลับและพักค้าง ที่สำคัญคือสามารถสวมชุดของออนเซ็นลงแช่ได้ ไม่ต้องแก้ผ้า ทำให้คู่รักสามารถแช่ออนเซ็นธรรมชาติที่มีแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์ด้วยกันอย่างโรแมนติก

และแน่นอนว่า ในส่วนของออนเซ็นนั้น ไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพครับ

ที่นี่อาจจะดูวุ่นวายในตอนกลางวัน แต่หากตอนค่ำและตอนเช้า ออนเซ็นจะตกเป็นของเหล่าแขกที่เข้าพักในเรียวกัง แต่ถึงกระนั้นเราย่อมปฏิบัติตามกฎด้วยการไม่ถ่ายรูปบรรยากาศด้านในบ่อน้ำพุร้อนมา หากแต่ว่า มีรูปเรียวกังโดยรวมมาให้ชมกัน นั่นน่าจะดีกว่าครับ

เวลาจองส่วนมาก ผมจะจองห้อง 321-323 จะเป็นห้องหัวมุม อาคาร Annex ซึ่งเป็นอาคารเก่าอยู่ด้านในสุด สร้างมาราวๆ 84 ปี ถ้าใครเลือกได้ให้ขอเป็นห้องในตำนานหมายเลข 323 ซึ่งเป็นห้องมุมเหมือนกันแต่หันหน้าไปทางออนเซ็นและมีธารน้ำตกไหลผ่าน บรรยากาศจึงเรียกได้ว่าเพอร์เฟค รับรองว่าสวยมาก แต่จริงๆ แล้วทั้งตึกก็วิวสวยเหมือนกัน เป็นวิวที่มองลงมาเห็นแม่น้ำ ติดตรงที่ห้องทั้งหมดในอาคารนี้จะไม่มีสุขาส่วนตัวนะครับ ต้องใช้ร่วมกัน 3 ห้อง ต่อชั้น อีกข้อเสียคือ ไม่มีห้องอาบน้ำ ต้องไปใช้ห้องอาบน้ำรวมที่อาคารหลัก แต่เพื่อแลกกับวิวและบรรยากาศ ความสวยงามแล้วต้องยอมใจจริงๆ ครับ

DAY 7 : NIKKO, TOCHIGI

ที่ทาคาระกาวะออนเซ็น จะเรียกเช็คเอาท์ค่อนข้างเร็วครับไม่เกิน 10 โมงเช้า แต่ถ้าใครมารถบัสต้องเผื่อเวลาเช็คเอาท์ตั้งแต่ 9 โมงเพราะคนเยอะมาก

จากออนเซ็นชื่อดังเราขับรถลัดเลาะไปตามหมู่บ้านอาจจะมีเลียบภูเขาบ้าง เพื่อที่จะเดินทางไปยังนิกโก้ (Nikko) มรดกโลกอีกแห่งของญี่ปุ่นครับ นิกโก้ เป็นเมืองท่องเที่ยวชื่อดังของจังหวัดโทจิกิ (Tochigi) ระยะทางถ้าอ้อมไปขึ้นทางด่วนจะมีอยู่ที่ราวๆ  200 กิโลเมตร ใช้เวลาในการขับรถประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่งก็ถึงครับ น่าจะทานข้าวเลยเที่ยงไปเล็กน้อย

นิกโก้  มีที่เที่ยวเด่นๆ คือ ศาลเจ้าโทโชกู (Nikko Toshogu Shrine) น้ำตกเคะงอน (Kegon Falls) และทะเลสาบชูเซ็นจิ (Lake Chuzenji) ย่านนี้ถือเป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ได้รับความนิยมมาก จากนักท่องเที่ยวและชาวญี่ปุ่น

ส่วนหากใครมองหาที่พักเมืองนิกโก้นั้น แนะนำให้ขับรถออกมาอีกราว 10 กิโลเมตรจะเป็นเมืองคินุกาวะออนเซ็น ที่นี่เป็นเมืองออนเซ็นตากอากาศที่มีโรงแรมสวยๆ ให้เลือกพักเยอะมากครับ แต่ชื่ออาจจะงงๆ ซ้ำๆ กันต้องจำให้ดีว่า โรงแรมคินุกาวะ … แล้วต่อด้วยอะไร

รูปถ่ายป้ายตอนรับบริเวณด้านหน้าโรงแรม … หาชื่อกานต์เจอไหมครับ

 

DAY 8 : FUJI, YAMANASHI

เป็นครั้งที่เท่าไร ไม่เคยนับ สำหรับการมาเยือนภูเขาไฟฟูจิ (Mt.Fuji) แบรนด์แอมบาสเดอร์ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้รับการลงทะเบียนเป็นมรดกโลก

แต่เหมือนเกือบทุกทริป หากมีโอกาสได้มาญี่ปุ่นและพอมีเวลา ก็ขอเจียดมาเฉียดๆ ทักทายฟูจิซังกันสักหน่อย

จากนิกโก้ ขับรถต่อมายังฟูจิ ยามานาชิ ระยะทางราว 220 กิโลเมตร แต่ทางดี มีทางด่วน ขึ้นได้เลยครับ สะดวกดี พอทำเวลาได้บ้าง ตั้งใจว่าจะพักที่ “Villas Fuji” สัก 2 คืน เพราะชอบมาก อยากลองใช้ชีวิตแบบคนญี่ปุ่นดู

วิลล่าฟูจิ เป็นบ้านพักตากอาการให้เช่า คืนละ 9,000 บาทโดยประมาณ ชั้นล่างเป็นห้องนอน มี 3 ห้อง (2 ห้องเป็นแบบเตียงและอีก 1 ห้องเป็นแบบฟูก) นอนรวมกันสัก 10 คนยังได้สบายๆ หารๆ กันแล้วตกคืนละไม่เท่าไร ถือว่าถูกพอสมควร

ส่วนภายในบ้านมีห้องสุขาด้านล่าง 1 ห้อง ส่วนชั้นบนมีอีกห้อง นอกจากนี้ชั้นบนยังเป็นพื้นที่นั่งเล่น มีครัว ห้องซักผ้า ห้องอาบน้ำพร้อมอ่าง อุปกรณ์สิ่งของอำนวยความสะดวกครบครันมาก ระบบรักษาความปลอดภัยก็ดี  มีที่จอดรถหน้าบ้านครับ

ที่สำคัญ คือมีระเบียงที่มองเห็นภูเขาไฟฟูจิในทุกเช้าที่เรานั่งจิบกาแฟและคุยกันอย่างออกอรรถรส ท่ามกลางบรรยากาศที่รายล้อมด้วยบ้านของคนญี่ปุ่นทั่วไป ทำให้อยากลองใช้ชีวิตแบบ Japanese ดูสัก 2-3 วัน อิอิ

เช้านี้ เชฟกานต์ ตื่นมาเข้าครัว ทำอาหารเช้าแบบง่ายๆ เป็นข้าวต้มทะเลครับ ใช้ข้าวญี่ปุ่นต้ม ทำให้ต้องมีการแยกข้าวกับซุปออกจากกัน มิเช่นนั้นจะอืดมาก

นอกจากนี้ ยังมีสลัด ไข่ต้ม ผลไม้ ขนมปังและโยเกิร์ต เตรียมไว้เรียบร้อยครับ ครบถ้วนกระบวนความได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์

ส่วนตัวผมชอบบรรยากาศการเดินทางท่องเที่ยวแบบนี้มาก คือเราอาจจะไม่ต้องตะบี้ตะบันเที่ยวจนรู้สึกเหนื่อยเกินไป ในทางกลับกันเราสามารถใช้ชีวิตแบบคนท้องถิ่นที่เราไปพักอาศัยอยู่ด้วยได้ แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่มันก็ทำให้เราได้รับประสบการณ์ใหม่จากในพื้นที่นั้น กลับมาเป็นการสร้างความสุขให้กับตัวเองอีกรูปแบบหนึ่ง ที่สอดรับกับไลฟ์สไตล์เฉพาะตัว

ในขณะเดียวกันบางวันเราก็ออกไปเที่ยวข้างนอกตามสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ  บ้าง เพื่อเปิดรับสีสันใหม่ใหม่ให้กับชีวิตอย่างเช่นในโซนฟูจินี้ก็มีหลายสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจครับ

ไฮไลท์คงหนีไม่พ้นทะเลสาบทั้ง 5 ที่ราบล้อมรอบฟูจิซังอยู่ราวกับองครักษ์ ได้แก่ คาวากูจิโกะ(Kawaguchiko), ไซโกะ(Saiko), ยามานาคาโกะ(Yamanakako), โชจิโกะ(Shojiko) และ โมโตซูโกะ(Motosuko) ซึ่งทะเลสาบแต่ละแห่งสามารถขับรถเที่ยวได้โดยง่าย และไม่ว่าจะเป็นจุดใด ก็สามารถมองเห็นทิวทัศน์อันงดงามของฟูจิในระยะใกล้ กลายเป็นภาพแบ๊กกราวด์ที่สวยงามน่าประทับใจยิ่งนัก

คาวากูจิโกะ เป็นทะเลสาบที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 จากทั้งหมด 5 แห่ง แต่กลับได้รับความนิยมและมีชื่อเสียงมากที่สุด ทำให้บริเวณโดยรอบๆ จะมีโรงแรม รีสอร์ท พื้นที่ตั้งแคมป์ จุดตกปลา ออนเซน และพิพิธภัณฑ์ ให้เยี่ยมชมและเข้าพักเป็นจำนวนมาก

คาวากูจิโกะ เรียกได้ว่าเป็นประตูสู่ฟูจิ

คาวากูจิโกะ อยู่ใกล้กับภูเขาไฟฟูจิมากที่สุด เป็นจุดชมความงามของภูเขาไฟฟูจิในหลากหลายวิว ซึ่งบริเวณทะเลสาบจะเน้นชมวิวแนวธรรมชาติ ผมเห็นมีนักท่องเที่ยวหลายคนทำเหมือนกันกับผม คือการนั่งเฝ้าชมความงามของทะเลสาบที่มีฟูจิเป็นฉากหลัง สามารถนั่งได้เป็นวันโดยไม่รู้สึกเบื่อ

ว่ากันตามตรง หลายครั้งการมาเที่ยวญี่ปุ่นโดยมีจุดหมายคือภูเขาไฟฟูจินั้น ก็ทำให้หลายคนผิดหวัง เพราะทัศนวิสัยไม่ดี อากาศแย่ มีฝน ขมุกขมัว ทำให้ฟูจิซังอายไม่ยอมออกมาทักทายแฟนคลับ ดังนั้น หากเป็นไปได้ ผมอยากแนะนำว่า ควรเผื่อเวลาไว้สัก 2 วันในการชมฟูจิ กันพลาด แต่หากใครทำแพลนหลวมๆ ไว้และเป็นการเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับจากโตเกียว อย่ากำหนดวันไปฟูจิที่แน่นอน แต่ให้ดูตามพยากรณ์อากาศแบบวันต่อวัน ถ้าเป็นรูปพระอาทิตย์แจ่มใส ให้เตรียมตัวไปเซย์ไฮ ฟูจิ ได้เลย

อีกจุดหนึ่งที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวในการชมฟูจิในมุมมองใหม่ นั่นคือ เจดีย์ชูเรโตะ (Chureito Pagoda) เจดีย์แห่งนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ศาลเจ้า Arakura Sengen Shrine สร้างขึ้นเป็นอนุสรณ์สถานเพื่อรำลึกถึงเหยื่อจากสงครามโลกครั้งที่สอง มีลักษณะเป็นเจดีย์ห้าชั้นสีแดงตั้งอยู่บนเนินเขาที่ต้องเดินขึ้นบันไดไป 398 ขั้น ฟังแค่นี้แล้วหลายคนคิดอยากจะถอดใจ แต่หากจะบอกต่อไปว่า ด้านบนเป็นภาพศาลเจ้าโดยมี Background เป็นภูเขาไฟ Fuji และเมืองฟูจิโยชิดะ  รับรองว่าคุ้มค่าแก่ความสวยงามที่จะได้รับชมครับ

จุดถ่ายรูปสุดฮิตที่เห็นเจดีย์แดง ภูเขาไฟฟูจิ และใบไม้เปลี่ยนสี

 

ยังคงอยู่กันโดยรอบบริเวณภูเขาไฟฟูจิซึ่งเป็นมรดกโลกครับ ทำให้หมู่บ้านน้ำใส (ชื่อในวงการที่คนไทยเรียก) หรือที่คนญี่ปุ่นเรียกว่า หมู่บ้าน “โอชิโนะฮักไค” กลายเป็นได้รับอานิสงค์ขึ้นเป็นมรดกโลกร่วมกับฟูจิไปด้วย เพราะอยู่ไม่ห่างกัน สามารถมองเห็นฟูจิจากหมู่บ้านน้ำใสในระยะใกล้ชิด

จากเจดีย์แดงเราขับรถไปหมู่บ้านน้ำใสใช้เวลาประมาณ 20 นาทีครับ

จุดเด่นที่เป็นไฮไลท์ของหมู่บ้านน้ำใส คือบ่อน้ำทั้ง 8 ครับ เป็นบ่อน้ำผุดจากใต้ดินที่ไหลมาจากภูเขาไฟฟูจิ มีความใสสมชื่อ โดยชาวญี่ปุ่นเชื่อกันว่าน้ำที่บ่อนี้เป็นน้ำที่สะอาดและมีความศักดิ์สิทธิ์ หากใครได้ดื่มก็จะมีอายุยืนยาวปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ แต่ผมเห็นมีเห็นนักท่องเที่ยวชาวจีนนิยมรองน้ำใส่ขวดกลับไปเป็นจำนวนมาก มีปลาคราฟท์และปลาอีกหลากหลายชนิดแหวกว่ายโชว์นักท่องเที่ยว

DAY 10 : SHIZUOKA

ฟูจิ มิได้หมายถึงแค่ทะเลสาบที่มีภูเขาไฟเป็นพระเอกอยู่ด้านหลัง และชิซูโอกะ ก็ไม่ได้มีความหมายถึงแค่เมืองแห่งชา ทว่า เป็นเมืองที่ภูเขาไฟฟูจิตั้งอยู่

ชิซูโอกะ (Shizuoka) ตั้งอยู่ในภูมิภาคชูบุ บนเกาะฮอนชู เป็นที่ตั้งของภูเขาฟูจิและมีชื่อเสียงของการปลูกชาเขียวที่ดีที่สุดในญี่ปุ่น และยังเต็มไปด้วยธรรมชาติแสนงดงามมากมาย ทั้งภูเขา ทะเล ทะเลสาบ น้ำพุร้อน ฯลฯ และที่สำคัญ เราจะไปนอนพักค้าง ณ โรงแรมที่มีวิวฟูจิสวยที่สุดอีกแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น

จากคาวากูจิโกะ ขับรถมาเที่ยวที่ชิซูโอกะ ระยะทางประมาณ 100 กิโลเมตรเท่านั้น บรรยากาศสองข้างทางเต็มไปด้วยไม้ใบเปลี่ยนสี ที่กำลังเตรียมร่วงโรย เป็นสีแดง เหลือง น้ำตาล สลับกันไป ก่อนที่ปลายทางจะเต็มไปด้วยสีเขียวของไร่ชา

จอดพักรถ ณ จุดชมวิวเพื่อถ่ายรูป

 

จุดหมายแรกที่เราจะไปคือ MT. FUJI WORLD HERITAGE CENTRE หรือ พิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับภูเขาไฟฟูจิ น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการทำความรู้จักกับตัวแทนของประเทศญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก

ดีไซเนอร์ออกแบบพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ให้เป็นทรงกรวยคล้ายภูเขาไฟฟูจิ ตัดกับเสาโทริอิสีแดงที่ตั้งอยู่กลางสระน้ำ โดยมองออกไปจากด้านในพิพิธภัณฑ์ เราจะเห็นภูเขาไฟฟูจิตั้งตระหง่านรอทักทายอยู่ตลอดเวลา

นอกจากจะมีมุมถ่ายรูปสวยๆ หลายมุมแล้ว ภายในยังได้มีการคิดคอนเซปต์ให้เรากลายเป็นนักปีนเขาที่กำลังร่วมเดินขึ้นไปพิชิตยอดของภูเขาไฟฟูจิ ซึ่งเป็นกิจกรรมยอดฮิตของนักปีนเขาจากทั่วโลก โดยระหว่างทางมีการจำลองบรรยากาศของภูเขาไฟฟูจิชั้นต่างๆ ฉายให้ดู มีพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับศาสนาและความเชื่อที่คนญี่ปุ่นดั้งเดิมนับถือ คือเทพแห่งธรรมชาติ

จากนั้นก็ให้เดินวนเป็นวงกลมขึ้นไปจนกระทั่งถึงชั้นบนสุดซึ่งถือว่าเป็นไฮไลท์ … นั่นก็คือวิวของภูเขาไฟฟูจิที่สวยงามอลังการเวอร์วังมากกก

จากนั้น เราก็ขึ้นเขาไปยังจุดชมวิวเมืองชิซูโอกะ มีลักษณะเป็นอาคารตั้งอยู่บนเนินเขา Nihondairasan สามารถมองเห็นวิวฟูจิได้ในระยะสายตา โดยมีฉากหน้าเป็นตัวเมืองที่เต็มไปด้วยอาคารน้อยใหญ่และชายทะเล

เดินลงมาจากเนินเขา เราไปกันต่อที่โรปเวย์ซึ่งจะลงไปยังด้านล่าง เป็นการย่นระยะทางจากการเดินลงและเดินขึ้นบันไดหิน 1,159 ขั้น เพื่อไปเที่ยวยัง “ศาลเจ้า Kunozan Toshogu” 

ใช้เวลาอยู่บนกระเช้าราว 10 นาที สิ่งที่ประทับใจคือเจ้าหน้าที่บรรยายท่านนี้ ที่บรรยายด้วยความสนุก พูดเร็ว รัว แต่ลื่นไหลดีมาก แม้จะฟังภาษาญี่ปุ่นไม่ออกก็ยังรู้สึกเพลิดเพลินตามไปด้วยได้ โดยในทางกลับกันก็อดคิดแทนไม่ได้ว่า เราจะทำได้ไหม หากต้องพูดอะไรซ้ำๆ วันละหลายๆ รอบ และทำทุกวัน แต่ยังสนุกสนานและทำมันออกมาได้ดีเพื่อให้คนฟังมีความสุขและได้ประโยชน์จากการฟังมากที่สุด

“ศาลเจ้าคุโนะซัง โทชูกุ” (Kunozan Toshogu)  ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกของชาติ  เป็นที่บวงสรวงเซ่นไหว้โชกุนโทคุกาวะ อิเอะยะสุ (Tokugawa Ieyasu) ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งระบบโชกุน อีกทั้งยังเป็นโชกุนรุ่นแรก ที่นี่ออกแบบด้วยสีแดงสลับทอง ประกอบกับผลงานแกะสลักอันสวยงาม รวมถึงภาพวาดบนประตูโรมอนด้วย มีสถาปัตยกรรมคล้ายกับที่นิกโก้ครับ ภายในศาลเจ้ามี “พิพิธภัณฑ์ Kunozan Toshogu” ซึ่งเก็บรักษาและจัดแสดงวัตถุทางประวัติศาสตร์มากมาย เช่น ชุดเกราะและดาบที่เกี่ยวข้องกับสงคราม Sekigahara อันมีชื่อเสียงของโชกุน Tokugawa Ieyasu ซึ่งตามตำนานระบุว่า ท่านปรารถนาจะให้นำร่างของท่านมาฝังไว้ที่นี่

จากนั้นก็ไปที่จุดชมวิวของบนศาลเจ้า เพื่อจะได้มองเห็นวิวชายทะเลอ่าวซุรุกะ จากมุมสูง ส่วนที่มุงหลังคาสีขาวคือไร่สตอเบอรี่ครับ

ส่วนขากลับเรานั่งกระเช้าขึ้นไปตรงสถานีด้านบนเขา Nihondairasan เหมือนเดิมครับ จะได้ประหยัดเวลาและเซฟข้อเชข่าด้วย เพราะขืนให้เดินขึ้นบันไดพันกว่าขั้นคงปวดขามากไม่ได้ขับรถกันพอดีครับ

ไม่ไกลจากเนินเขาใช้เวลาเราราว 4 นาทีก็จะไปถึงที่โรงแรมที่เราจะพักคืนนี้ครับมีชื่อว่า Nippondaira Hotel

เช็คอินกันก่อนครับ

โรงแรม Nippondaira Hotel มีจุดเด่นที่มาพร้อมวิวฟุจิซังที่มองเห็นได้จากห้องอาหารและห้องพัก โดยจะเห็นเป็นภาพของภูเขาไฟฟูจิ ที่เป็นฉากหลัง โรงแรมนี้จึงขึ้นชื่อว่าเป็นมุมถ่ายภาพฟูจิซังยอดนิยมที่สุดแห่งหนึ่ง นักถ่ายภาพมากมาย ขึ้นไปบนเขาเพื่อเก็บภาพที่ดีที่สุดของอ่าวซุรุกะ ท่าเรือชิมิสุ พร้อมกับทิวทัศน์เมืองยามค่ำคืนที่มีแสงไฟประดับ ท่ามกลางการโอบล้อมของฟูจิซัง

ชื่นชอบการออกแบบตกแต่งภายในที่ทำออกมาได้อย่างเรียบหรู ตามสไตล์โรงแรม 5 ดาวของญี่ปุ่นในยุคหลังที่เพิ่มความโมเดิร์นเข้ามาในงานออกแบบ ทำให้โรงแรม หรืออาคารต่างๆ มีความร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น ภายในห้องพักจัดวางเลย์เอ้าท์ได้อย่างลงตัว ห้องไม่ใหญ่มาก แต่ก็ไม่เล็กเกินไป ต่างจากโรงแรมในเมืองในระยะหลังของญี่ปุ่นที่เน้นทำห้องแคบไว้ก่อน

ภายในมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันตามมาตรฐานของโรงแรมชั้นนำ

ส่วนไฮไลท์ของโรงแรมนี้คือห้องอาหารครับ เพราะว่าจะเห็นวิวฟูจิเต็มตาท่ามกลางบรรยากาศแสงแดดยามเช้าที่ส่องผ่านเมืองชิซุโอกะและอ่าวซุรุกะ ไลน์อัพอาหารเช้าของที่นี่เป็นแบบอินเตอร์คอนติเนนตัลและมีอาหารญี่ปุ่นให้บริการด้วยครับ อาหารค่อนข้างหลากหลาย รสชาติดีเลยทีเดียว

มีข้อเสียนิดหน่อยคือในส่วนห้องอาหารนั้นอาจจาดูแคบ ไปสักนิด โต๊ะอาจจะไม่พอหากวันไหนแขกเต็ม เราอาจจะต้องเผื่อเวลาในการมารอคิวตอนเช้า อย่างวันของผมใช้เวลารอราว 45 นาทีถึงจะได้เข้าไปทานอาหารเช้าครับ

DAY 11 : KANAGAWA – TOKYO

หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ เรายังไม่รีบเช็คเอ้าท์ครับ เพราะอยากจะนั่งเล่น เป็นเพื่อนกับฟูจิให้หายคิดถึง ก่อนที่ช่วงใกล้เที่ยง เราถึงจะออกจากโรงแรม เพื่อเข้าโตเกียว แต่จะแวะเมือง Kanagawa เพื่อไปไหว้พระก่อนที่องค์พระใหญ่คามาคุระ (Kamakura)

พระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่เห็นอยู่นี้ มีนามว่า Daibutsu (ไดบุทสึ) ซึ่งมีชื่อเต็มว่า พระอมิตตาพุทธ นิโอยุราอิ (Amida Nyoyurai)  ประดิษฐานอยู่ในวัด Kotokuin แห่งนี้มาอย่างยาวนาน มีความสูงขององค์พระมีขนาด 11.312 เมตร น้ำหนักราว 122 ตัน สร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี 1243  โดยองค์พระจะมีลักษณะเป็นสีเขียวเนื่องจากถูกสร้างขึ้นด้วยสำริดและทองแดง ซึ่งจะทำปฏิกิริยากับสภาพอากาศอย่าง ฝนและหิมะจนกลายเป็นสีเขียว

แนะนำว่า ในการชมองค์พระแนะนำให้ยืนห่างจากองค์พระประมาณ 5 เมตร จะทำให้เห็นองค์พระสมส่วนได้รูป ส่วนบริเวณด้านหลังขององค์พระยังมีประตูทางเข้าเล็ก ๆ ที่เราสามารถเดินเข้าไปชมภายในองค์พระได้ โดยเสียค่าใช้จ่ายเพียง 20 เยนเท่านั้น

จากนั้น เราขับรถต่อกันไปยังในโตเกียว โดยจะพักที่โรงแรม Shinagawa Prince Hotel เป็นโรงแรมที่มีขนาดใหญ่มาก ผู้คนพลุกพล่าน ค่อนข้างวุ่นวาย ด้านในมีด้วยกัน 4 ตึก ผมเลือกพักอาคารหลัก และเลือกเป็นห้องชั้นสูง โดยจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เพื่อแลกกับวิวในมุมสูงครับ

ใช้เวลานานกว่าครึ่งชั่วโมงกว่าจะเช็คอินเสร็จ ตอนเข้าลิฟท์ต้องดูให้ดีกว่า การ์ดเข้าลิฟท์สีอะไร เพราะจะล็อคชั้นไว้ (ตามราคาที่จองและจ่าย) นัยว่า หากนอนชั้นสูงมากๆ ราคาห้องพักก็จะสูงตามไปด้วย แต่ก็ถือว่าคุ้มค่า คุ้มราคาอยู่ครับ หากแลกกับวิวที่ได้มา ส่วนตัวชอบมากครับ

สิ่งที่ชอบอีกอย่าง และทำให้ตัดสินใจจองโรงแรมนี้ คือห้องอาหารเย็นครับ ชื่อว่า LUXE Dining Kapuna เป็นห้องอาหารแบบบุฟเฟต์ที่ใหญ่มาก ราวกับคอนเสิร์ตฮอลล์ มีโต๊ะคาดด้วยสายตาน่าจะเกินกว่า 500 โต๊ะ ราคาก็สูงพอสมควรรับ ประมาณ 6,000 เยนต่อท่าน โดยมีไฮไลท์คือบุฟเฟต์ขาปู เนื้อย่าง ชาบูหมู และที่ไม่เอ่ยถึงไม่ได้จริงๆ ก็คือขนมหวานสไตล์ญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นเค้ก ทีรามิสุ ทาร์ตถั่วพีแคน ฯลฯ ครับ

โดยสรุปแล้ว ญี่ปุ่นเป็นเมืองที่เที่ยวง่าย ยิ่งถ้าได้ขับรถออกไปตามนอกเมือง ดูบรรยากาศ ธรรมชาติ ผู้คน ยิ่งมีความสุขครับ ทริป ขับรถเที่ยวญี่ปุ่นนี้จึงเป็นการเดินทางที่แสนยาวนานแต่คุ้มค่า เพื่อแลกกับคำว่า “ประสบการณ์” ที่ไม่มีขายตามห้างทั่วไป หากเกิดจากการลงมือทำ ลงแรงเที่ยวด้วยตัวเองครับ