HANOI

“ซินจ่าว” สวัสดีชาวเวียดนามอย่างเป็นทางการ

 

 

หลายคนถามว่า เมืองหลวงไม่ใช่โฮจิมินห์ ซิตี้ ฤ? ไม่แปลกที่จะเข้าใจแบบนั้น ผมเองก็เคยเข้าใจแบบนั้นในความเป็นเมืองที่เจริญ เป็นเมืองท่าทางเศรษฐกิจ เป็นเมืองใหญ่ ทว่าไม่ใช่ “เมืองหลวง”

 

 

คนไทยนิยมไปเที่ยวทางโฮจิมินห์ ซิตี้มากกว่า แต่หากจะว่าไปเวียดนามโซนทางเหนือ ก็สวยงาม มีเสน่ห์ยั่วยวนให้เราไปแวะทักทาย จนกลายเป็นการหลงในเสน่ห์ ประทับใจในอารยธรรม และภาพประวัติศาสตร์แห่งร่องรอยสงครามที่ยังคงเหลืออยู่

 

 

เราเรียก Grab Car รับจากสนามบินให้ไปส่งที่โรงแรมครับ ตั๋วเครื่องบินเราจองผ่าน www.traveloka.com ซึ่งก็สะดวกดีนะ มีส่วนลดตลอด ทั้งตั๋วเครื่องบินก็ลด โรงแรมก็มี อ่ะ!!

 

 

คราวนี้เราพักกันที่ Allure Hotel โรงแรมขนาดกะทัดรัด แต่ตกแต่งได้หรูหรามาก อยู่ใจกลางย่านเมืองเก่า ไม่ไกลทะเลสาบคืนดาบ ถือว่าทำเลดี ราคาไม่แพง พนักงานที่นี่ก็น่ารัก ทักทายตลอด อาหารเช้าก็ดี คิดไม่ผิดเลยที่จองโรงแรมนี้ อ่อ!! จองผ่าน traveloka เหมือนเดิมจ้า

 

 

ที่นี่การเดินทางโดย Grab น่าจะเป็นเรื่องที่สะดวกและราคาสมเหตุสมผลที่สุด และสบายที่สุด ระหว่างที่นั่งรถเราก็ชมวิวสองข้างทางกันไป ผ่านจุดแรกที่น่าสนใจคือกำแพงโมเสค เป็นงานศิลปะริมทางที่คอยบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ของ ฮานอยและเวียดนาม ราวกับเป็นการฉายภาพวีดีโอต้อนรับแขกต่างถิ่น ก่อนจะเข้าสู่ตัวเมืองฮานอย

 

 

คำว่า “ฮานอย” ออกเสียงตามภาษาเวียดนามว่า “ห่าโหน่ย” หมายถึงเมืองบนฝั่งโค้งของแม่น้ำแดงซึ่งราชวงศ์ลี้ได้สถาปนาห่าโหน่ยขึ้นเป็นเมืองโดยใช้ชื่อว่า “ทังล็อก” และเป็นที่มาของซุ้มประตูเมืองโบราณของฮานอย คอยเป็นนายทวารต้อนรับและตอกย้ำว่าในอดีตมีเหล่านายทหารที่ปกป้องเมืองอย่างกล้าหาญจากการโจมตีหลายต่อหลายครั้ง จึงมีชื่อท้องถิ่นเรียกว่า Quan Chuong ซึ่งได้รับชื่อมาจากผู้นำกองทัพคนหนึ่งที่เสียชีวิตในระหว่างต่อสู้กับทหารฝรั่งเศสที่นี่ในปี 1843

เดินลอดใต้หลังคาโค้งของยอดซุ้มประตูตรงกลาง และไม่ลืมที่จะเงยหน้าแหงนมองธงชาติเวียดนามสีแดงและเหลืองที่โบกสะบัดไปในสายลมพร้ิวไหว

เรากำลังจะเข้าไปสัมผัส “ฮานอย” ในมุมของย่าน Old Quarter หรือย่านเมืองเก่ากันแล้วครับ

 

 

ย่านเมืองเก่าแห่งนี้นับว่ามีประวัติศาสตร์ยาวนานถึง 1,000 ปี แม้อาคารจำนวนมากจะถูกทำลายไปในระหว่างสงครามในสมัยศตวรรษที่ 19 แต่โครงสร้างสถาปัตยกรรมโบราณที่มีผนังสีเหลืองในหลายๆ เฉดนั้นก็ยังคงพอเหลือให้เห็นอยู่บ้าง เราจึงได้เห็นหลายอาคารและที่พักอาศัย เต็มไปด้วยสีเหลือง ไม่ว่าจะเป็นทำเนียบและบ้านโฮจิมินห์ หรือที่เรียกว่า “ทำเนียบเหลือง” เป็นอาคารทรงโคโลเนียลสีเหลืองที่ฝรั่งเศสสร้างขึ้น เพื่อใช้เป็นที่ทำการของผู้สำเร็จราชการชาวฝรั่งเศส

 

 

ต่อมากลายเป็นสถานที่ทำงานของประธานาธิบดีโฮจิมินห์ (หรือที่เราเรียกกันร่วมกับคนเวียดนามว่า “ลุงโฮ”) ปัจจุบันสถานที่นี้ใช้เป็นที่ต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง

 

 

นอกจากนี้ยังมีป้อมปราการจักรพรรดิแห่งทังลองที่ทาอาคารและรั้วด้วยสีเหลือง มีโรงละครโอเปร่า ฮานอย อาคารของกระทรวงการต่างประเทศ เน้นสีเหลืองสดเด่น ไม่เว้นแม้แต่ในวัดก็ยังมีสถาปัตยกรรมเน้นสีเหลือง อย่างที่เจดีย์เจิ่นกว๊อก (Chua Tran Quoc) เจดีย์ที่เก่าแก่ที่สุดในเวียดนาม มีความสูงกว่า 10 ชั้น เป็นงานศิลปะผสมของจีน เวียดนามและญี่ปุ่น

 

 

ส่วนที่พบเห็นอาคารสีเหลืองกันประปรายในย่านเมืองเก่า โดยเฉพาะโซนช้อปปิ้ง อย่างถนน 36 สาย เป็นย่านโบราณที่มีชื่อเสียงทางด้านงานหัตถกรรมและสินค้าพื้นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของฮานอย

 

 

เป็นย่านที่มีประวัติมายาวนานกว่า 600 ปี ที่เรียกชื่อแบบนี้ เนื่องมาจาก 36 อาชีพอันเก่าแก่ที่ทำมาค้าขายกันในย่านนี้ โดยได้มีการแบ่งถนนออกเป็น 36 สาย เป็นย่านค้าขายที่คึกคักด้วยสินค้านานาชนิดทั้งของกิน เสื้อผ้า รองเท้าผ้าใบ และของที่ระลึกที่เป็นทั้งผ้าไหม กระเป๋า หรือเครื่องเงินที่มีลวดลายปราณีตสวยงามมากมาย ซึ่งเราก็ได้สอยชุดอ๋าว หญ่าย ซึ่งเป็นชุดประจำชาติของเวียดนามมาใส่ถ่ายรูปเล่นกันที่ถนนสายเสื้อผ้านี่แหละ บางร้านก็ต่อราคาได้ บางร้านก็ต่อได้เหมือนกันแต่ไม่ลด!!

 

 

ได้ชุดอ๋าวหญ่ายมาแล้ว หาที่เปลี่ยนชุดแล้วไปถ่ายรูป หาอะไรทำสนุกๆ กันดีกว่า เราแต่งชุดอ๋าวหญ่ายสีเหลืองปั่นรถสามล้อญวน หรือ “รถซิโคล่” ครับ ซึ่งเราก็ได้มีการสลับบทบาทกัน ให้ชายชาวเวียดนามซึ่งมีอาชีพปั่นสามล้ออยู่แล้วมาลองเป็นผู้โดยสารสบายๆ เราจะปั่นพาไปเยี่ยมชมเมืองเก่า ก็ถือว่าเป็นแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมซึ่งกันและกันครับ ซึ่งการจากขับรถซิโคล่ หรือว่าสามล้อถีบในเมืองฮานอยนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะว่าต้องขับฝ่ากองทัพรถมอเตอร์ไซต์ที่มีไม่ต่ำกว่า 5 ล้านคัน บีบแตรกันสนั่นลั่นถนน รวมไปถึงคนเดินเท้าที่พลุกพล่านพอสมควรและต้องคอยระวังรถยนต์ด้วยครับ

 

 

ส่วนตัวผมชอบถ่าย Portrait ครับ ในระหว่างที่เราชม แชะ ช้อปอยู่ที่ถนน 36 สายนั้น เราก็ได้พบกับร้านกาแฟน้อยใหญ่ที่แทรกตัวอยู่ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนที่นี่ ที่นิยมบริโภคกาแฟกันเป็นว่าเล่น ขณะที่กาแฟจากฝั่งตะวันตกอย่างกาแฟนกเงือกนั้น … ไม่เห็นเลยสักร้าน เจอแต่ร้านกาแฟท้องถิ่น ซึ่งแต่ละร้านก็ดันจุดขายตัวเองเพื่อสร้างความโดดเด่นและดึงดูดลูกค้า ขณะที่บางร้าน ก็เป็นลักษณะกาแฟเชน เช่นร้าน Hi Land มีหลายสาขา ที่เด็ดสุดก็คือสาขาวงเวียนน้ำพุ ริมทะเลสาบคืนดาบ เพราะอยู่บนชั้น 3 สามารถมองเห็นวิวมุมสูงได้

 

 

ที่เวียดนาม กินกาแฟทีจ่ายกันเป็นแสน (ด่อง-สกุลเงินหลักของเวียดนาม) เพราะค่าเงินอ่อน เราเลยตกอยู่ในภาวะ “รวยเฉียบพลัน” พกเงินกันทีเป็นล้านๆ แนะนำว่ามาหาที่แลกเงินกันในเมืองจะได้เรตที่ดีกว่า ที่สนามบินก็มีร้านแลกเงิน ร้านขายซิมอยู่ในร้านเดียวกัน ควรแลกพอแค่จ่ายค่าซิมและค่า Grab Car เข้าเมืองก็พอ

 

 

เมื่อพกเงินตุงกระเป๋า เราได้มีโอกาสไปแวะจิบกาแฟหลายร้าน เอกลักษณ์ที่เหมือนกันของกาแฟเวียดนามคือ หวาน-ขม (เหมือนชีวิตเราตอนนี้เลย) บางเมนูก็รู้สึกว่า จะหวานไปไหน จิบๆ ไป อ้าว ขม ถ้าจะสั่งแนะนำให้ถามว่ามีนมสด ไหม จะดีต่อใจมากกว่าใส่นมข้นหวานนะ ร้านกาแฟบางร้านต้องใช้การ “ตามล่า” มากกว่าปกติ เพราะร้านจะอยู่เป็นซอกทางเข้า (เล็กๆ) ต้องสังเกตป้าย (ซึ่งก็เล็กๆ) ให้ดี เช่น ร้าน NOLA CAFE เป็นร้านที่ชิลล์มาก ตกแต่งสไตล์โบราณ ทึมๆ และมีมุมริมหน้าต่าง ให้นั่งสังเกตความเป็นไปของผู้คนบนถนน

 

\

 

ต่อมาคือ ร้าน GIANG Cafe ทางเข้าจะมีป้ายเป็นสีน้ำตาล เดินเข้ามาตามซอก จะเจอโถง 3 ชั้น ขึ้นบันไดไปเลยครับ คนเยอะมาก เป็นที่นิยมของคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว เพราะร้านนี้คือต้นฉบับกาแฟไข่ (Egg Coffee) ที่คนเวียดนามเรียกว่า ก่าเฟจิ๋ง (Ca phe trung) มีลักษณะเป็นกาแฟ ร้อนหรือเย็น ใส่ครีมไข่คล้ายคัสตาร์ด ที่เกิดจากการตีไข่แดงกับน้ำตาลจนขึ้นฟูแล้วนำไปท๊อปบนกาแฟ แต่รสชาติไม่คาว นุ่มนวลและหวานดีครับ

 

 

อีกร้านคือ Cafe PHO CO อยู่แถวๆ วงเวียนน้ำพุ มองด้านจะเป็นแผงขายเสื้อผ้า เข้ามาด้านในจะเป็นบ้าน มีจุดขายคือความเป็นวิวมุมสูง ซึ่งการจะดื่มกาแฟร้านนี้ต้องมีความอดทนและแข็งแรงประมาณหนึ่ง เพราะต้องสั่งกาแฟแล้วขึ้นบันไดไปหาโต๊ะที่ตั้งอยู่ด้านบนมีความสูงประมาณเทียบกับการเดินขึ้นตึกชั้น 5!! ร้านกาแฟเหล่านี้มักจะเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวมากกว่าคนท้องถิ่นครับ เพราะว่าเอาเข้าจริงแล้ววิถีชีวิตของคนเวียดนามจะนิยมนั่งกันตามริมฟุตบาทเป็นสไตล์สตรีทคอฟฟี่ บางทีก็ถึงขั้นต้องแทรกตัวอยู่ระหว่างรถมอเตอร์ไซด์ที่จอดเรียงรายกันอยู่บนฟุตบาทบริเวณหน้าร้านกาแฟนั่นแหละครับ

 

 

ส่วนอีกคาเฟ่ที่อยากจะแนะนำคือ “Conifer Coffee” อยู่แถววงเวียนน้ำพุเหมือนกัน ลองเดินไปกลางถนน หันหน้าเข้าตึก 6 ชั้นที่มีกาแฟ Hi Land อยู่ แล้วมองไป ทางซ้าย จะพบกับร้านกาแฟ ขนาด 3 ชั้น เป็นร้านใหญ่ มีมุมถ่ายรูปเยอะพอประมาณ มีโซนอินดอร์และเอ้าท์ดอร์ รวมไปถึงมีโต๊ะริมถนนให้นั่งถ่ายรูปชิคๆ ได้ด้วย สังเกตอย่างหนึ่งว่า แทบทุกร้านกาแฟในฮานอย จะมีไวไฟและปลั๊กไฟไว้ให้บริการชาร์จฟรี คือดีย์ กว่าร้านกาแฟงกๆ บ้านเราหลายร้านมาก หากมา Conifer Coffee แนะนำให้สั่ง Coconut Milk Coffee จะเป็นเหมือนกาแฟปั่นกับไอศครีมกะทิ แล้วท๊อปด้วยมะพร้าวคั่วอีกที คือกาแฟไม่เท่าไร แต่ตัวมะพร้าวคั่วที่โรยมา หอมมัน โดนใจมากๆ กินเพลิน กินเก่งงงงงง

 

 

ส่วนร้านกาแฟที่ชอบ เป็นร้านกาแฟสีเหลืองตรงตามคอนเซปต์ ซึ่งไม่ได้อยู่ในลิสต์ ไม่ได้อยู่ในซอก หรือย่านที่นักท่องเที่ยวอยู่กัน เป็นการพบเจอโดยบังเอิญ เดินผ่าน ทางที่จะไปจตุรัสบาดิงห์ สถานที่ประกาศอิสรภาพของเวียดนามจากฝรั่งเศส เลยแวะหาอะไรกินเล็กน้อย ชื่อร้านว่า “The Rustic Coffee” มีความดีงามตรงการตกแต่งร้าน สไตล์โมเดิร์น มี Glass House มีที่นั่งเยอะ แต่ไม่ค่อยมีคน 555 โดนตรงนี้ สั่งกาแฟมาลองชิม รสชาติดีที่สุดเท่าที่เคยกินกาแฟในฮานอยมา ส่วนของหวานต้องยกนิ้วให้เลย เพราะมีความน่ารัก น่ารับประทาน สั่งทาร์ตมะม่วงมา อยากจะบอกว่า แป้งทาร์ตดีมาก มีความร่วนเกือบจะครัมเบิล ครีมชีสคือดีย์ และมีมะม่วงสุกคว้านเป็นลูกเล็กท๊อปไว้ ลองใช้โหมดถ่ายรูปอาหารของกล้อง Canon EOS M50 ถ่ายออกมาได้รายละเอียดครบสวยสมจริงครับ ให้คะแนนเต็มเลยร้านนี้ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/therusticscoffeeshop

 

 

ส่วนคาเฟ่ที่เหมาะแก่การไปถ่ายรูป เพราะร้านสวยมาก และได้ชื่อว่า คนเยอะมาก ส่วนใหญ่เป็นคนท้องถิ่น (แต่คนจีนก็เยอะนะ) คือร้าน Gardenista อยู่ไม่ไกลจากทะเลสาบคืนดาบเท่าไรนัก หาไม่ยาก เอาเฟซบุ๊คไป https://www.facebook.com/GardenistaCoffee/ ร้านมีความฮิปมาก ขายกาแฟและต้นไม้ในร้านไปพร้อมๆ กัน ใครอยากกินกาแฟแลสวนถาดของให้มาร้านนี้ ไม่ว่าจะมุมไหนก็น่าถ่ายรูปไปเสียหมด มีทั้งชั้นล่าง ห้องแอร์และโซนด้านนอก แถมมีชั้นบนเป็นดาดฟ้า และมีชั้นบนสุดอีก ที่เด็ดสุดคือมีห้อง VIP ด้วยจร้า แขกธรรมดาเข้าไม่ได้ ขนาดวันที่ไปคนเยอะ ก็ยังไม่เปิดเพิ่มนะ ถ้าคุณไม่ใช่บุคคลสำคัญตัวจริง ชนะเลิศกันไป มอบมงให้เลย

 

 

ยังคงอยู่กันในเรื่องของอาหารการกินครับ เพราะว่า 4 วันในฮานอยนั้นเรากินอาหารเวียดนามกันทุกมื้อครับ แทบจะไม่ต้องถามหาอาหารไทย หรือกินไก่ KFC ไม่ว่าจะเป็นมือเช้าที่โรงแรมก็เสิร์ฟ เฝอ และไข่กระทะ ส่วนมื้อกลางวันเราก็สามารถหาทานเฝอได้ตามร้านทั่วไปครับ มีขายแทบจะทุกๆ เสาไฟฟ้า อารมณ์ประมาณว่ามีร้านเฝอเยอะ เหมือนร้านก๋วยเตี๋ยวบ้านเรา มีร้านเฝอชื่อดังอย่าง PHO10 หรือหากจะอยากทานแบบหลากหลาย แนะนำให้ไปร้าน A New Day ครับ หาง่ายอยู่ในย่านเมืองเก่านี้แหละ (ที่ชอบร้านนี้เพราะไม่ไกลจากโรงแรมมากนัก)

 

 

ส่วนมื้อค่ำแนะนำว่าไม่ต้องไปไหนให้ไกลจากย่านเมืองเก่าครับ เพราะว่าที่นี่กลางคืนจะถูกแปลงสภาพเป็นร้านกึ่งเหล้ากึ่งหมูกะทะครับ เราสามารถทานหมูกะทะเวียดนามแกล้มเบียร์ฮานอบได้ทุกคืน แทบไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหมครับ นั่นก็เพราะว่าแต่ละร้านก็จะมีสูตรเด็ดมีรสชาติที่แตกต่างกันออกไป ที่นี่ไม่เรียกหมูกะทะครับแต่จะเรียกว่าบาร์บีคิว และบางร้านยังเสริมด้วยเมนูชาบูชาบูด้วย รวมไปถึงอาหารเวียดนามอีกหลายหลายเมนู แต่ละร้านก็จะมีเราเลือกกันแบบหลากหลาย แต่ที่เราเลือกทานร้านนี้ก่อนเพราะว่าตกแต่งแนวสีเหลืองเป็นหลักครับ ผมใช้กล้อง Canon EOS M50 เก็บภาพกลางคืนมา โดยลองไม่ใช้ขาตั้ง ตัวกล้องทำหน้าที่ได้ดี แม้ภาพจะมีความคอนทราสต์สูง ก็ลงรายละเอียดได้หมด

 

 

ทุกร้านขายอาหารคล้ายๆ กัน เราลองสั่งบุ๋นจ่า (Bun cha) มากินกับหมูกะทะ ก็อร่อยดีแหะ ส่วนตัวชอบการบริการของร้านนี้ อาเจ๊ ดูแลดีมาก ส่วนเรื่องรสชาตินั้นถือว่าสอบผ่านกันเลยทีเดียว ใครสนใจก็แวะมาตามรอยได้ ร้านอาหารเหล่านี้ นิยมตั้งอยู่ช้อปปิ้งสตรีทใกล้ๆ ทะเลสาบคืนดาบ ครับ ทานเสร็จกลางคืนก็แวะเดินถนนคนเดินต่อได้ ลองเดินเล่นเก็บภาพช่วงกลางคืนกันต่อไป สนุกๆ

 

ทะเลสาบคืนดาบหรือว่าทะเลสาบฮว่านเกี๋ยมตั้งอยู่ใจกลางเมืองครับ เป็นแลนด์มาร์คที่สำคัญของฮานอยไปเสียแล้ว เพราะว่าในช่วงวันหยุดจะมีการปิดถนนให้ผู้คนมาทำกิจกรรมที่หลากหลาย บ้างก็พาครอบครัว พาลูกพาหลานมาเดินเล่น หรือจะมาดูกลุ่มวัยรุ่นเค้าเต้นสตรีทแดนซ์ รวมไปถึงมีศิลปินมาเปิดการแสดงต่างๆ โดยรอบทะเลสาบคืนดาบครับ

 

ประวัติของเป็นทะเลสาบฮว่านเกี๋ย มีตำนานเล่าว่าสมัยกษัตริย์เวียดนามสู้รบกับจีน ได้มีเต่าโผล่จากทะเลสาบแล้วนำดาบวิเศษมาให้ จนนำไปสู่ชัยชนะสามารถปลดปล่อยประเทศให้เป็นอิสระจากนั้นพระองค์ก็ได้นำนำวิเศษไปคืนให้กับเต่าศักดิ์สิทธิ์ครับที่ทะเลสาบแห่งนี้ครับ จึงกลายเป็นที่มาของชื่อนี้ และหากมองไปกลางทะเลสาบจะเห็นเจดีย์โบราณโผล่ขึ้นพ้นน้ำ เรียกว่า ทาพรัว หมายถึง หอคอยเต่า และยังเป็นที่กล่าวขานกันว่าเคยมีคนเห็นเต่าขนาดใหญ่โผล่มาจากทะเลสาบแห่งนี้ ในขณะเดียวกันตรงกลางของทะเลสาบเมื่อเราเดินข้ามสะพานเทฮุก (The Huc) หรือสะพานแสงอาทิตย์ ซึ่งมีสีแดงมา ด้านในจะพบกับวัดเนินหยก หรือวัด หง็อกเซินครับ

 

 

นอกจากนี้ ฮานอยยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นที่น่าสนใจครับ เราเรียก Grab Car ออกจากย่านเมืองเก่า ไปสู่ย่านเมืองใหม่ ซึ่งราวกับว่าหลุดออกมาอีกโลก เพราะมีความทันสมัย ถนนหนทางกว้างขวาง มีตึกใหญ่โต เราไปกันที่ “Lotte Tower” ครับ เพื่อที่จะไปชมวิวมุมสูง ที่ Observation Deck บนความสูงเทียบเท่า 65ชั้น ตึกนี้น่าจะเรียกได้ว่าเป็น Little Korea in Hanoi ครับ

 

 

ราคาตั๋วประมาณ 300 บาทไทย จากนั้นขึ้นลิฟท์ความเร็วสูงประมาณ 1 นาที ตรงดิ่งไปที่ชั้น 65 เพื่อให้เห็นกับตาว่า “ผังเมืองฮานอยสวยมาก” มีความเป็นเมืองเก่า เมืองใหม่ ย่านที่อยู่อาศัย สลับกับธรรมชาติของทะเลสาบและต้นไม้สีเขียว สะท้อนถึงการจัดการของภาครัฐที่ดี และการจัดทำแผนอนาคตที่สมบูรณ์แบบ กลายเป็นการเปิดโลกทัศน์และลบภาพที่เราเคยมีต่อฮานอย และเวียดนาม ไปได้เสียสนิทใจ ไม่แปลกใจเลยที่เวียดนามจะกลายมาเป็นฮับทางเศรษฐกิจของ South East Asia

 

 

ฮานอย และเวียดนาม จึงนับเป็นหลักหมุดจุดหมายใหม่ของนักเดินทาง ที่ต้องการสัมผัสอารยธรรมที่หลากหลาย ให้อารมณ์เที่ยวแบบครบรส ใช้เวลาเที่ยวไม่ต้องนานมาก เพราะอยู่ใกล้ไทย สามารถนั่งเครื่องบินไลออนแอร์มาลงได้ ใช้เวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมงครับ

 

 

บางอย่างที่เราเคยคิดว่าไม่มีค่า จึงไม่เคยปรายตามามอง แต่ถ้าลองเพ่งมองเข้าไปลึกๆ จะพบถึงความงามที่ซ่อนอยู่ โดยที่เราไม่เคยรู้ตัวมาก่อน