BEIBEI, CHONG QING

BEIBEI : เที่ยวหมู่บ้านที่อากาศดีที่สุดในประเทศจีน
_____________________________________

ถ้าเมืองไทยมีคีรีวง เป็นหมู่บ้านที่อากาศบริสุทธิ์ที่สุด ที่จีนก็มีเป่ยเป้ย เป็นหมู่บ้านที่อากาศดีที่สุดเช่นกัน และครองแชมป์มา 12 ปีซ้อนครับ รัฐบาลจีนยังผลักดันให้ที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพด้วย เดาว่าน่าจะเป็นคอนเซปต์ เที่ยวเป่ยเป้ย 1 ทริป อายุยืนขึ้นอีก 1 ปี 555

ว่าแล้วก็เก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋า … ไปเลยดีกว่า ไปนอนสูดอากาศดีๆ สูดอ๊อกซิเจนบริสุทธิ์ให้ชุ่มปอด ที่เด็ดไปกว่านั้น พบว่าโรงแรมที่อยากจะไปพัก คือ She Enjoy Hotel นางมีออนเซ็น บ่อน้ำร้อนธรรมชาติด้วย

“จีนก็มีออนเซ็น”
แต่ไม่ต้องแก้ผ้านะครับ แช่ได้สบายๆ

นอกจากจะไปนอนแช่ออนเซ็น พักผ่อนสบายๆ หลายคืนที่เป่ยเป้ยแล้ว กานต์ยังแว๊ปไปเที่ยวที่อวู่หลง และฉงชิ่งด้วย

ชื่อ “เป่ยเป้ย” (北碚区) เป็นหนึ่งในเมืองที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของ มหานครฉงชิ่ง ประเทศจีน ณ วันนี้ อาจยังไม่คุ้นหูคนไทยนัก แต่ในความเป็นจริงแล้ว เป่ยเป้ย เป็นเขตที่ได้รับการยกย่องให้เป็นพื้นที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์ของฉงชิ่ง 12 ปีติดต่อกัน สอดคล้องกับรัฐบาลจีนกำลังให้ความสำคัญเรื่องของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ จึงเตรียมพัฒนาให้เขตนี้ให้เป็น “แหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

สาเหตุที่ต้องมีการนำการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมาใช้พัฒนาเป่ยเป้ยนั้น เป็นเพราะว่า แท้จริงแล้ว เขตนี้มีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่โดดเด่น โดยเฉพาะบ่อน้ำพุร้อนที่มีอยู่จำนวนมาก มีอากาศที่บริสุทธิ์ มีชื่อเสียงด้านการให้บริการทางสาธารณสุข และมีความงดงามทางศิลปวัฒนธรรม จึงเหมาะมาก ที่จะพัฒนาพื้นที่ตรงนี้ให้เป็น สถานที่พักผ่อนหย่อนใจ โดยมีหน่วยงานที่เข้าร่วมหลักหลายหน่วยงาน แต่ละหน่วยงานก็จะพัฒนาในส่วนที่ตนเองเชี่ยวชาญ อย่างเช่น คณะกรรมการวิจัยสิ่งก่อสร้างแห่งชาติจีนก็จะรับหน้าที่เรื่องของการคิดค้นแบบแปลนในการก่อสร้าง ที่มีโจทย์ว่าจะต้องผสมผสานเรื่องราวทางวัฒนธรรม ธรรมชาติ สุขภาพและการพักผ่อนเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน

ปัญหาเรื่องประชากร ดูเหมือนจะเป็นปัญหาใหญ่ของจีนเพราะจีนเป็นประเทศที่มีประชากรเยอะจำเป็นต้องวางแผนการดำเนินชีวิตให้กับคนในประเทศเป็นอย่างดี ทั้งยังมีปัญหาในเชิงโครงสร้าง เช่น ความเหลี่ยมล้ำทางความคิดระหว่างคนยุคเก่า กับจีนรุ่นใหม่ ปัญหาเรื่องการเข้ามาทำธุรกิจของชาติตะวันตก ที่ไม่ค่อยเข้าใจบริบททางสังคมของจีนนิยมมากนัก จึงมีกรณีอย่าง แบรนด์ Dolce & Gabbana เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม จีนยังเป็นประเทศน่าเที่ยว (แม้จะต้องขอวีซ่า) และมีไฟล์ทบินเกิดขึ้นมากมาย ไปตามเมืองน้อยใหญ่ ไม่ใช่แค่เพียงปักกิ่ง หรือ เซี่ยงไฮ้

อย่างสายการบินไทยสมายล์ THAI Smile Airwaysและ การบินไทย Thai Airways ก็มีเส้นทางบิน ฉงชิ่ง ที่น่าสนใจ สามารถจองได้ผ่านเวปไซต์ https://www.traveloka.com/th-th/thai-airwaysหรือ App Traveloka ได้เลยทันที

จุดเด่นอีกอย่างของการจองกับ  Traveloka คือ ถ้าเราจองตั๋วเครื่องบินไปกับ Traveloka ไม่ว่าจะสายการบินไหนๆ เดินทางไปประเทศไหน ก็มั่นใจได้ เพราะว่ามีเส้นทางให้เลือกครอบคลุมเรียกได้ว่าทั่วโลกเลยทีเดียว รับรองว่าไม่มีตั๋วผีแน่นอน จ่ายเงินไปยังไงก็ได้บิน ที่สำคัญคือมี Call Center ถ้าหากมีปัญหาอะไร ก็มีคนคอยรับโทรศัพท์แบบ 24 ชั่วโมง

กานต์จัดการขอวีซ่าจีน ใช้เวลา 4 วัน ส่วนการจองตั๋วเครื่องบินนั้น ทริปนี้ยังคงใช้บริการ “ทราเวลโลก้า” เจ้าเดิม มีไฟล์ท Thai Airways การบินไทย
แต่เป็น code share THAI Smile Airways น้องยิ้มๆ ลูกสาวป้าเอื้องนั่นเอง

เทียบราคาให้ดีนะครับ เพราะบางทีจองกับแม่ก็ถูกกว่า แต่บางเวลาจองตรงกับลูกยิ้มก็ได้ราคาดีกว่า ที่ app Traveloka มีราคาเปรียบเทียบให้ดูชัดเจนครับหรือจองผ่านลิงก์นี้ได้เลย https://www.traveloka.com/th-th/thai-airways

วีซ่าพร้อม (ใช้เวลาขอ 4 วันทำการ) ตั๋วเครื่องบินพร้อม ก็ออกเดินทางได้เลย สนามบินสุวรรณภูมิ เช็คอินที่แถว D ได้ เลยครับ ส่วนขากลับจากฉงชิ่ง เช็คอินที่ แถว 3B เค้าท์เตอร์ที่ไทยเปิดตลอด แต่ที่จีนจะเปิดช้าหน่อย ประมาณ 2 ชั่วโมงก่อนเดินทาง

ไฟล์ทนี้ที่กรุงเทพฯ เป็นบัสเกทครับ บินกับน้า “สมุทรสงคราม” สายการบินไทยสมายล์ เปิดให้บริการเส้นทางสุวรรณภูมิ-ฉงชิ่ง วันละ 1 เที่ยวบิน โดยใช้รหัสเที่ยวบิน WE และไฟล์ทนี้เป็นโค้ดแชร์กับการบินไทย (TG) ด้วยครับ เนื่องจากน้องยิ้มเป็นลูกสาวของป้าเอื้อง ดังนั้น ผู้โดยสารจึงสามารถสะสมไมล์ในโปรแกรม Royal Orchid Plus ได้ตามปกติครับ

ชั้นที่นั่ง Smile Plus ไฟล์ทนี้ไม่มี BC นะครับ ดังนั้น Smile Plus ก็ถือว่าดีที่สุดแล้ว เพราะได้นั่งแถวแรกเลย 31K พื้นที่ด้านหน้าจึงค่อนข้างกว้างครับ ดูๆ ไปแล้วที่นั่งของ Smile Plus ก็จะเป็นที่นั่งเหมือนกับที่นั่งชั้นประหยัด หรือ Economy นี่แหละครับ แต่จะมีระยะห่างระหว่างที่นั่งให้กว้างกว่าปกติ คือ Pitch 33 นิ้ว ในขณะที่ชั้นประหยัดจะมี Pitch อยู่ที่ 28-31 นิ้ว ซึ่งโดยทั่วไปของชั้นประหยัดก็ถือว่าระยะห่างกำลังดี ไม่อึดอัดจนเกินไปครับ

สายการบินไทยสมายล์เป็นฟูลเซอร์วิสนะครับ ก็มีจะมีเสิร์ฟอาหารเครื่องดื่มตามปกติ อาหารไฟล์ทนี้ก็มีให้เลือกสองอย่างเป็นข้าวไก่ซอส กับผัดหมี่กุ้ง พร้อมขนมหนึ่งถ้วย ส่วนเครื่องดื่มก็ขอได้เลยครับ

ใช้เวลาบิน 2 ชั่วโมงกว่า ก็ถึงสนามบินนานาชาติเจียงเป่ย นครฉงชิ่งแล้วครับ เมื่อใกล้ถึง มองจากมุมสูงลงมา พบว่านครฉงชิ่งเป็นเมืองที่ใหญ่และเจริญมาก เนื่องจากมีฐานะเทียบเท่า มณฑล อีก 3 นครคือ ปักกิ่ง,เทียนจิน และเซี่ยงไฮ้ และฉงชิ่งถือเป็นเมืองน่าลงทุนอันดับที่ 4 ของจีน ฉงชิ่ง เที่ยวง่าย มีรถไฟเชื่อมต่อเมืองน้อยใหญ่อื่นๆ มากมาย หรือจะใช้บริการแท๊กซี่ก็สะดวกดีครับ

 

นครฉงชิ่งเป็นเมืองที่ได้รับสมญานามว่า “เมืองแผ่นดินพื้นราบไม่เกินสามลี้” มีแม่น้ําแยงซีและแม่น้ําเจีย หลิ่งเจียงอยู่คู่บ้านคู่เมือง หรือบางทีก็เรียกว่าเมืองหมื่นสะพาน เมืองเตาไฟ ฯลฯ

ลงเครื่องเสร็จ ออกจากสนามบิน เรานั่งรถต่อกันไปอีกราวๆ 2 ชั่วโมงกว่า เพื่อจะไปที่เมืองอวู่หลง (Wulong) กันก่อน แล้วค่อยลงมาเที่ยวฉงชิ่งตอนขากลับ

อวู่หลง เป็นเมืองตากอากาศ โอบล้อมด้วยภูเขาสูง มีแม่น้ำอู่เจียงไหลผ่านตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของฉงชิ่ง กลางคืน ตึกต่างๆ จะเปิดไฟสวยงามแข่งกัน

ที่เมืองอวู่หลง ผมพักโรงแรมกลางหุบเขาในอุทยานแห่งชาติเลยครับ อารมณ์เหมือนนอนเขาใหญ่ มองไปทางซ้ายก็เขา มองไปทางขวาก็เหงา

อิอิ

โรงแรมชื่อกาแลคซี่ บรรยากาศดีมาก ฟีลเหมือนยุโรป มีทะเลหมอกยามเช้าเคล้ากับแสงแดดสีทอง แนะนำให้รีบตื่นครับ เพราะอากาศบริสุทธ์รอทักทายเราอยู่


แพลนของผมในวันนี้คือ ออกไปเดินเล่น ไปชมป่าเขา ไปอยู่กับต้นไม้น้อยใหญ่ ที่ อุทยานเขานางฟ้า ซึ่งเป็นอุทยานท่องเที่ยวทางธรรมชาติระดับ AAAA ใช้เวลาเดินทางไม่นาน เพราะผมพักในเขา ใกล้กับอุทยานแห่งชาติอยู่แล้ว

ที่นี่ถือเป็นอุทยานท่องเที่ยวทางธรรมชาติระดับ AAAA ของจีน ที่ระดับความสูงเฉลี่ย 1900 เมตรจากระดับน้ำทะเล และมียอดเขาสูงสุดที่ 2033 เมตร อุทยานเขานางฟ้ามีชื่อเสียงในเรื่องความสวยงามทางธรรมชาติที่แตกต่างกันไปในแต่ละฤดู คือมี ป่าไม้หนาแน่น, ยอดเขาประหลาด, ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์และลานหิมะในฤดูหนาว จนได้รับการขนานนามว่าเป็น ดินแดน 4 สิ่งมหัศจรรย์ เป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวชาวจีนนิยมมาเที่ยวกันเยอะมากกกกกกก

ที่สำคัญที่สุดคือ ที่นี่เป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์อันดับ 1 ทางภาคใต้ของจีน เรานั่งรถไฟฟ้าวนรอบอุทยาน จะเห็นฝูงสัตว์ต่างๆ นอนๆ นั่งๆ ท่ามกลางธรรมชาติ จะว่าไป มาที่นี่ก็คล้ายกับมาสวนสัตว์ขนาดย่อมๆ แหะ

จากนั้นก็ไปตื่นเต้น ทดสอบความแข็งแรงของพื้นกระจก เอ๊ยยย ทดสอบความกล้ากับการโพสต์ท่าถ่ายรูปตรงพื้นกระจก ลีลาแต่ละคนก็ไม่ธรรมดาครับ พื้นกระจกจุดที่ผมยืนอยู่นี้ ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงจากระดับน้ำทะเล 1,200 เมตร ยื่นออกไปจากขอบหน้าผา 11 เมตร มีความกว้าง 26 เมตร ซึ่งทางจีนเคลมว่านี่เป็นระเบียงกระจกชมวิวที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย

ที่อุทยานหลุมฟ้า สะพานสวรรค์ นี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติแหล่งใหม่ล่าสุดที่ได้รับการรับรองจากยูเนสโก้ ให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ ในปี 2007 ซึ่งเกิดจากการยุบตัวของเปลือกโลกกลายเป็นหลุมธรรมชาติขนาดใหญ

ผมใช้เวลาเดินจากระเบียงแก้วประมาณ 5 นาที แต่ต่อแถวรอลิฟท์แก้วประมาณ 50 นาที!! เพื่อที่จะลงไปสู่หุบเหวเบื้องล่างที่ระดับความลึกประมาณ 80 เมตร

เมื่อลงไปถึงแล้วจะพบกับเส้นทางเดินเท้าเที่ยวชมความมหศจรรย์ทางธรรมชาติของกลุ่มสะพานสวรรค์ ซึ่งเป็นกลุ่มสะพานหินธรรมชาติ ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย

ประกอบด้วย 3 สะพานแห่งแรก คือ สะพาน มังกรสวรรค์ ลักษณะเป็นโพรงขนาดใหญ่ เมื่อมองทะลุออกไปคล้ายกับสะพานเชื่อมสวรรค์กับโลกมนุษย์

สะพานแห่งที่สอง สะพานมังกรเขียว ลักษณะเป็นหน้าผาทิ่มแทงไปในท้องฟ้า

และสะพานแห่งที่สาม คือ สะพานมังกรดำ ลักษณะเป็นโตรกหน้าผาอยู่ในส่วนที่ แคบที่สุด แสงผ่านเข้าไปน้อยทำให้ดูค่อนข้างมืดดำ

นอกจากนี้ บริเวณหุบเหวด้านล่างยังเป็นที่ตั้งของ โรงเตี๊ยมโบราณ ที่เคยเป็นจุดแวะพักแรมยามค่ำคืนของคนเดินทางในสมัยโบราณที่ใช้เป็นเส้นทางลัดจากมณฑลเสฉวนไปมณฑลเหอหนานและยังเคยใช้เป็นฉากสำคัญของภาพยนตร์จีน เรื่องศึกโค่นบัลลังก์วังทอง ของผู้กำกับชื่อดัง จาง อวี้ โหมว โดยมี 3 นักแสดงชั้นนำ คือ โจวเหวิน ฟะ, เจย์ โชว์และกงลี่ นำแสดง ส่วนอีกเรื่องที่เรารู้จักกันดีก็คือทรานสฟอร์มเมอร์ก็มาถ่ายทำที่นี่ครับ

ใช้เวลาเดินเล่นในหุบเขาราวๆ 3 ชั่วโมง กว่าจะออกมาได้ก็ใกล้ค่ำพอดี วันนี้มีนัดดูโชว์ของจาง อวี้ โหมว ชุด Wulong Impression อลังการดาวล้านดวงเช่นเคย ดูแค่โถงทางเข้าก็รู้แล้ว บิลด์เรื่องกันมาตลอดทาง บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับอาชีพรับจ้างลากเรือ ซึ่งทำกันมาตั้งแต่อดีต ปัจจุบันนี้ไม่มีแล้วครับ

โชว์ IMPRESSION WULONG ผลงานการสร้างของผู้กำกับจางอวี้โหมว เนรมิตหุบเขาทั้งลูกของเมืองอู่หลง ให้กลายเป็นฉากเวทีโชว์ขนาดใหญ่ ที่บอกเล่าเรื่องราววิถีชีวิตประวัติศาสตร์ของผู้คนท้องถิ่นที่นี่

การแสดงชุดนี้เป็นเรื่องราวปรัมปราของหญิงสาวที่ต้องพรากจากหนุ่มชาวเรือที่รัก ที่ต้องออกเดินทางเพื่อทำงานไกล มีการแสดงถึงอาชีพรับจ้างลากเรือ ซึ่งปัจจุบันนี้ไม่มีใครทำแล้ว และการคิดถึงครอบครัวฝั่งแม่ของหญิงสาว เพราะว่าตามประเพณี ลูกสาวที่แต่งออกไปแล้วจะแทบไม่มีโอกาสกลับมาดูแลครอบครัวตัวเองเลย การจากลาจึงเหมือนกับส่งลูกสาวเข้าสู่สนามรบที่เธอแทบไม่มีวันกลับมา ดูแล้วจับใจความได้ประมาณนี้

นี่เป็นหนึ่งในการแสดงที่ยิ่งใหญ่อลังการของจีน ใช้ผู้แสดงหลายร้อยคน กอปรกับระบบแสง สี เสียง อันยิ่งใหญ่ ตระการตา ตามสไตล์ของจาง อวี้ โหมว คือเน้นโชว์ที่จัดไฟสีสดๆ ให้อารมณ์แบบสุดๆ

#ไม่มาคือพลาด

งานสตรีทอาร์ตเราก็มา

ก่อนเข้าเมืองเป่ยเป้ย จะมีจุดแวะพักที่เราสามารถมาตามล่า อาร์ตน่ารักๆ แบบนี้ได้ สนุกดีครับ แถมยังเป็นสถานที่ ที่มีคู่บ่าวสาวนิยมมาถ่ายพรีเวดดิ้งกันเยอะมาก

อีกแห่งที่คู่บ่าวสาวนิยมมาถ่ายพรีเวดดิ้งกันคือที่ “สวนเอ๋อหลิ่ง” ครับ ที่นี่เคยเป็นของเศรษฐีจีนซึ่งทางการยึดมาเป็นของหลวงเพื่อให้ผู้คนได้มาพักผ่อนหย่อนใจ สวนตั้งอยู่ในช่องแคบเขาซันหลิ่ง มีลักษณะเหมือนคอห่านจึงถูกขนานนามว่า เอ๋อหลิ่ง ซึ่งแปลว่า “คอห่าน” ภายในบริเวณสวนประกอบไปด้วย สะพานเชือก ศาลาชมวิว ฯลฯ สวนมีบรรยากาศที่ร่มรื่น ดอกไม้ต้นไม้เยอะดี สามารถมาพักใจได้ที่นี่ทั้งวัน เย็นสบายดีมากๆ ครับ ชอบอะไรเขียวๆ แบบนี้ สบายตา

จากนั้น ผมไปเที่ยวย้อนอดีตกันที่เมืองโบราณ สือชี่โข่ว ที่นี่เป็นหมู่บ้านอนุรักษ์ทางวัฒนธรรมและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของมหานครฉงชิ่ง

เมืองโบราณ สือชี่โข่ว เป็นสถานที่ที่สะท้อนรากเหง้าความดั้งเดิมของเมืองไว้ได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นอาคารบ้านเรือนที่มีรูปทรงแบบโบราณ แหล่งผลิตสินค้าและอาหารพื้นเมืองที่สืบทอดกิจการต่อกันมาหลายต่อหลายรุ่น

รัฐบาลจีนได้อนุรักษ์สถานที่เหล่านี้ไว้เนื่องจากเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ตั้งแต่สมัยเริ่มก่อสร้างราชวงศ์ซ่ง จนถึงยุครุ่งเรืองด้านการเป็นเมืองท่าในสมัยราชวงศ์หมิง อีกทั้งยังเป็นเมืองที่มีความโดดเด่นทางการผนวกวัฒนธรรมเก่าแก่ของชนกลุ่มน้อยหลายชนเผ่าและความเชื่อทางศาสนาที่แตกต่างกันเอาไว้ในเมืองได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

จุดประสงค์ของการมาเดินเล่นเมืองโบราณ สือชี่โข่ว คือจะมาถ่ายรูปและเข้าคิวซื้อ “ขนมหมาคว่า” มีลักษณะเป็นแป้งทอดบิดเกลียวรสชาติต่างๆ คล้ายกับครองแครงกรอบบ้านเรา แต่ร้านนี้ แป้งกรอบเนื้อไม่แน่นจนเกินไป ถ้าเป็นรสมะพร้าวก็หอมจับใจ แต่รสหมาล่าไม่ผ่านจ้าาาาา ร้านนี้ขายดีมาก คิวยาวแถวยาว แถวนี้มีร้านขนมหมาคว่าหลายร้าน แต่ไม่มีร้านไหนขายดีเท่าเจ้านี้อีกแล้ว คนพากันมาต่อแถวยาวเหยียด ร้านข้างๆ ที่ขายติดกันไม่มีลูกค้าเลย น่าสงสาร

จริงๆ ก็ไปอีกหลายที่ ช้อปปิ้งในเมืองก็มี ที่นี่ร้านกาแฟไม่เยอะ แต่ร้านชามีเยอะกว่า

ได้เวลาเข้าโรงแรมกันดีกว่า ที่เป่ยเป้ย เมนหลักของกานต์ พักที่โรงแรมชื่อเก๋ไก๋ดี “She Enjoy”

แค่ชื่อก็สื่อถึงความสุขแล้วครับ

โรงแรมมีขนาดใหญ่มีหลายตึก ดีงามตั้งแต่บริเวณล้อบบี้ ที่มีสะพานไม้พาดจากหน้าประตู ข้ามบ่อน้ำขนาดใหญ่ภายในโรงแรม มีปลาคราฟ์ท และนกกระยาง รอต้อนรับเพื่อจะไปสู่เค้าท์เตอร์เช็คอิน กานต์พักอยู่ตึก 5 เป็นห้องคุมโทนสีขาว ตัดกับลายสีน้ำเงินสไตล์จีนโมเดิร์น จุดเด่นของห้องพักที่ตึก 5 คือจะมีอ่างอาบน้ำให้แช่ อยู่บบริเวณด้านนอกของระเบียง “ทุกห้อง” น้ำที่เปิดให้แช่ในอ่างก็เป็นแบบเดียวกับออนเซ็นส่วนกลาง คือเป็นน้ำแร่ธรรมชาติ อันเป็นชื่อเสียงของเมืองนี้

มาดูบ่อน้ำพุร้อนกลางแจ้งกันบ้าง เป็นพื้นที่ส่วนกลางสำหรับแขกของโรงแรมครับ บรรยากาศคล้ายญี่ปุ่นเลย ด้วยการตกแต่ง ซาวด์ที่เปิดขณะเดินผ่าน มีด้วยกันหลายสิบบ่อและมีห้องส่วนตัวราวๆ 8 ห้องได้ บ่อมีขนาดเล็กใหญ่แตกต่างกันและมีจอแสดงอุณหภูมิของน้ำว่าร้อนขนาดไหน มีตั้งแต่ระดับเบสิค 37-38 จนถึงร้อนที่ราวๆ 42-43 องศา ถือว่ากำลังดีครับ

ที่นี่สวมชุดว่ายน้ำลงได้ ไม่ต้องถอดเสื้อผ้าลงครับ เหมาะสำหรับการมานั่งชิลๆ คุยกัน มีเจ้าหน้าที่บริการน้ำดื่มตลอดเวลา จำเป็นมากสำหรับการแช่น้ำร้อน จะต้องสลับกับการดื่มน้ำ เพื่อไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ เพราะเราเสียน้ำมากครับ

บรรยากาศห้องอาหารของโรงแรมยามเช้า เป็นเมืองหุบเขา อากาศเลยดีมากๆ มองออกไปมีหมอกลงในตอนเช้า ตัดสลับกับทิวเขาสวยงามมากครับ

เป่ยเป้ย เหมือนเป็นเมืองในหมอก ตอนเช้าอากาศดี๊ดี จะอยู่เฉยๆ ในโรงแรม จิบชากาแฟ แล้วหาหนังสือสักเล่มมาอ่านก็เบิกบานใจ หรือจะขับรถออกไปข้างนอก เพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ ก็ดูจะสดชื่นดีครับ ซ้ายก็เขา ขวาก็เธอ

ไปเที่ยวกันต่อที่เมืองต้าจู๋ เป็นเมืองที่มีสมญานามว่า “บ้านเกิดแห่งหินแกะสลัก” เพราะทั่วทั้งเมืองมีศิลปะรูปปั้นหินแกะสลัก ว่า 50,000 ชิ้น จารึกคำสอนภาษาจีนถึง 100,000 ชิ้น กระจายกันอยู่บนหน้าผากว่า 75 จุด ใน บริเวณ 5 ภูเขา คือ เป่าติ่งซาน, เป่ยซาน, หนันซาน,สือเหมินซาน และสือจ้วนซาน ได้รับการจัดเข้าเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมจากยูเนสโก้ในปี 1999

ที่เมืองต้าจู๋เป็นงานศิลปะถ้ำยุคหลัง (คริสต์ศตวรรษที่ 9-13) ที่มีความอ่อนช้อยงดงาม ถ้ามาที่นี่ อยากเน้นให้ไปเจาะลึกงานศิลป์หินแกะสลักที่ เขาเป่าติ่งซาน น่าจะสมบูรณ์ที่สุดและสวยที่สุด อยู่บนพื้นที่ความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 527.83 เมตร ที่นี่ประกอบด้วยกลุ่มรูปสลักพระพุทธรูป 13 กลุ่ม ซึ่งมีรูปสลักอยู่กว่า 10,000 ชิ้น ตามแนวยาวของหน้าผากว่า 500 เมตร ซึ่งทั้งหมดเป็นรูปแบบศิลปะการแกะสลักหินสมัยราชวงศ์ซ่ง เช่น พระพุทธเจ้าปางปรินิพพาน, รูปสลักเจ้าแม่กวนอิมพันมือ,วัฏสังสาร หรือวงเวียนชีวิต, พระศรีอริยะเมตตรัย เป็นต้น

 

งานหินแกะสลักของต้าจู๋เป็นศิลปะสมัยราชวงศ์ถังและซ่ง ล้วนแล้วแต่นำเสนอเรื่องราวทางพุทธศาสนานิกายมหายาน, หลักธรรมลัทธิเต๋า และปรัชญาคำสอนของขงจื๊อที่ชาวจีนเคารพนับถือ และเป็นอีกกลุ่มงานหินแกะสลักทางพระพุทธศาสนาที่มีชื่อเสียง 1 ใน 4 แห่งของจีน คือ ถ้ำผาโม่เกาคูที่เมืองตุนหวง มณฑลกานซู, ถ้ำพระพุทธหลงเหมินที่ลั่วหยางและถ้ำผาหยุนกัง ที่ต้าถง มณฑลซานซี ซึ่ง 3 แห่งนั้นเป็นศิลปะถ้ำสมัยเริ่มต้นของจีน เป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และศิลปะที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมากครับ

อยู่กลางเขาหลายวัน ได้เวลาเข้าเมืองบ้าง เป็น เจ้าป่าเข้าเมือง คล้ายๆ พี่ติ๊ก เจษฎาภรณ์ 555

ฉงชิ่งเป็นเมืองที่เจริญมากนะครับ ตึกรามบ้านช่องใหญ่โต ผู้คนเยอะแยะมากมาย ประมาณ 85 ล้านคน มากกว่าไทยทั้งประเทศเสียอีก นับเป็นอีกเมืองหนึ่งของจีนที่มีอัตราการเจริญเติบโตสูงและรวดเร็วมาก ชนิดที่ว่า ใครที่บอกว่าเคยมาเมื่อสัก 10 ปีที่แล้ว อาจจะอาจจะจำหลายๆ ย่าน หลายๆ มุมในเมืองนี้ไม่ได้ เพราะมันเปลี่ยนไปชนิดที่แทบจะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินกันเลยทีเดียว

จุดเด่นของฉงชิ่ง นอกจากเรื่องการเป็นเมืองเศรษฐกิจที่ขึ้นต่อรัฐบาลกลางจีนโดยตรง เป็นมหานครใหญ่อันดับต้นๆ ที่มีฐานะและความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจดีเยี่ยม อีกทั้งยังเป็นฮับสำคัญที่จะเชื่อมโยงไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ และเมืองใหญ่ๆ ของจีนตอนล่างแล้ว ผมยังได้เห็นโมเดลการวางผังเมือง ที่ทางรัฐบาลจีนได้เนรมิตสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ขึ้นมา ผ่านการวางผังเมืองอย่างเป็นระบบ มีการกำหนดโซนต่างๆ ของเมืองไว้อย่างชัดเจน

อย่างย่านนี้ ถนนคนเดินเจี่ยฟ่างเป่ย มีอนุสาวรีย์ปลดแอก สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงชัยชนะในการทำสงครามกับญี่ปุ่น ปัจจุบันเป็นศูนย์กลางทางการค้าขนาดใหญ่ใจกลางเมือง เต็มไปด้วยร้านค้า กว่า 3,000 ร้านอาหาร ช้อปปิ้งมอลล์ขนาดใหญ่ เฉพาะย่านนี้ก็มีร้านกาแฟ สตาร์บัคส์หลายสาขามากครับ เป็นที่ได้รับความนิยมมาก ไลฟ์สไตล์คนหนุ่มสาวจะเหมือนที่บ้านเรา คือ นิยมมานั่งทำงาน ทำกิจกรรม นั่งเล่นกันที่สตาร์บัคส์

ใกล้กับ ถนนคนเดินเจี่ยฟ่างเป่ย เป็นจุดชมวิวย่าน “หงหยาต้ง” เป็นจุดชมวิวชั้นดี เพราะจะเห็นเวิ้งน้ำกว้าง อีกทั้งยังเป็นจุดถ่ายรูปที่สำคัญของนักท่องเที่ยวด้วย

“หงหยาต้ง” มีลักษณะเป็นอาคารขนาดใหญ่สร้างอยู่บนภูเขาขนานไปกับแม่น้ำเจียหลิง ประกอบด้วยโรงแรม ร้านค้าจำหน่ายสินค้า, ร้านอาหารพื้นเมือง, ร้านน้ำชา โรงละครซึ่งล้วนแล้วแต่ก่อสร้างตกแต่งในรูปแบบโบราณให้อารมณ์และบรรยากาศย้อนยุค ที่นี่ถ้าเป็นในยามค่ำคืนถือเป็นจุดนัดพบพักผ่อนของชาวเมือง ถ้ามองไปอีกฝั่งแม่น้ำจะเป็นตึกรามใหญ่โต แยกโซนกันอย่างชัดเจนครับ ดังนั้น ถ้ามาฉงชิ่ง ก็ดูเหมือนจะครบรส ทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ ศิลปะ ช้อปปิ้ง และอาหารอร่อยครับ

พูดถึงอาหารอร่อย ที่ “หงหยาต้ง” จะมีร้านเป็ดปักกิ่งชื่อดัง ต้องมาชิมครับ เปิดมาแล้ว 155 ปี ได้รับรางวัลการันตีมากมาย และมีคนดังระดับโลก และเซเลปจีนนิยมมาทานที่ร้านนี้กันเป็นประจำ ลงลิฟท์มาที่ชั้น 4 จะเจอตลาดโบราณ จากนั้นเดินมาทางขวา จะเจอน้องเป็ดรอทักทายอยู่ครับ ร้านชื่อ Quanjude Roast Duck ตั้งแต่ทานอาหารในเป่ยเป้ยและฉงชิ่งมา ร้านนี้ดูเหมือนว่าจะรสชาติเข้าปากที่สุด คือคุ้นเคย ทานง่าย ไม่เลี่ยน ไม่มัน ไม่พริก เหมือนอาหารเสฉวน

เมนูเราก็คุ้นเคยเหมือนร้านเป็ดย่างทั่วไป คือเป็ดผัดพริก ถั่วแขกผัดหมาล่า ซุป และเป็ดย่าง สั่งมาเป็นตัวเลยครับ เชฟจะมาแล่ให้ดูถึงที่โต๊ะ เพื่อทำเป็ดปักกิ่ง เวลาแล่จะติดเนื้อมาด้วย ไม่ได้มีแต่หนังเหมือนบ้านเรา ทานได้เต็มปากเต็มคำดี ชอบมากครับ

กิจกรรมที่นิยมกันอีกอย่างคือการล่องเรือแม่น้ำแยงซีเกียง ถ้าเราเดินๆ อยู่จะมีคนมาเดินขายตั๋วล่องเรือเยอะมากกกกกก

แต่เราไม่สนใจครับ ตั้งใจจะไปกินเป็ดลูกเดียว 555

เนื่องจากร้านตั้งอยู่ริมแม่น้ำ เราก็จะเห็นบรรยากาศของเมืองฉงชิ่งไปด้วยระหว่างที่ทานอาหาร เหมาะจะเป็นมื้อกลางวันก่อนกลับไปไทย เพราะไฟล์ทของสายการบินไทยสไมล์ เป็นไฟล์ท 4 โมงครับ มีเวลาราวๆ ครึ่งวันกับการเดินเล่นก่อนไปสนามบิน

บินกลับไทยกับสายการบินไทยสมายล์เช่นเคย เป็นอีกทริปที่เหมือนมาชาร์จแบตให้ตัวเอง อยู่กับธรรมชาติ สบายใจ ใครอยากรู้ว่าจริงไหมก็ต้องมาลองดูเองครับ