Slow Life – Luang Prabang

มีสุภาษิตจีนกล่าวไว้ว่า 覆水难收 (ฟู่สุ่ยหนานโซว) หมายถึง สายน้ำไม่หวนคืน วันเวลาในชีวิตที่เปลี่ยนผ่าน เรากลับย้อนคืนวันวานมาไม่ได้

เคยจำเวลาครูเรียกไปหน้าชั้นแล้วถามคติประจำใจไหมครับ เชื่อว่าหลายคนเขียนลงมันในสมุดพก
“ทำวันนี้ให้ดีที่สุด”
“เฮ็ดมื้อนี้ให้ดีที่สุด”

บ่อยครั้งที่ผมมักบอกกับตัวเองว่า “อยู่กับปัจจุบัน อย่าจมกับอดีต แต่ไม่ลืมมองอนาคต” 
อดีตที่เกิดขึ้นปล่อยให้มันเป็นความหลังไป
อันใดเรียกว่าความหลัง
อันใดเรียกว่าการหวนรำลึก
อันใดเป็นความกัดกร่อนกินใจ

เหนือสิ่งอื่นใดในชีวิตเรามุ่งเน้นทำในแต่ละวินาทีให้ดีและมีความสุขจะดีกว่าครับ คิดให้มาก เบียดเบียนให้น้อย
ถึงจะช้าแต่ว่า “มาถึงนะ”
Slow but Sure


แต่ช้าก่อน!!
นี่ไม่ใช่การจะมาเขียนถึงคำคมอารมณ์ธรรมะ หรือว่าสุภาษิตสอนใจ แต่ยังคงคอนเซปต์พาเที่ยว เก็บเกี่ยวไลฟ์สไตล์และใช้ชีวิตสบายๆ
“ใช้ชีวิตอย่างมีชีวิต”

อาทิตยนี้ยังคงพาเที่ยวเหมือนเดิมครับ มาถึงแล้วนะ หลวงพระบาง สปป.ลาว เมืองเพื่อนบ้านเที่ยวง่าย เที่ยวได้ราคาไม่แพงเมืองสโลว์ไลฟ์ที่หลายๆ คนตั้งนิยามให้ จะว่าไปมันก็จริงนะ

มาอยู่หลวงพระบางหลายวัน ใช้ชีวิตมันแบบเนิบๆ ต่อนย้อน ต๊ะต่อนย้อนนนนนน นอนพักผ่อนสบายๆ ที่โรงแรมเปิดใหม่ อวานี พลัส หลวงพระบาง AVANI+ Luang Prabang  เดี๋ยวก็ว่ายน้ำ เดี๋ยวก็ทำสปา เดี๋ยวก็หาอะไรกิน

ว่างๆ ก็ปั่นจักรยานเข้าวัด ไปไหว้พระ ถ่ายรูป เช้าๆ มีใส่บาตรข้าวเหนียวกันที่หน้าโรงแรมได้ สายๆ ไปเลี้ยงควายที่ฟาร์ม แล้วไปเที่ยวน้ำตกตาดกวางสี มีล่องเรือไปเที่ยวถ้ำติ่ง ดึกๆ ซิ่งไปเข้าผับกับพี่น้องชาวลาว

พอตื่นเช้าก็ไปเดินตลาด ช้อปปิ้ง กินกาแฟกันต่อ จกข้าวเหนียวจิ้มส้มตำหลวงพระบางร้านติ๋ม & หัม ก็แซ่บมื้อแลงไปล่องเรือชมพระอาทิตย์ตกกลางแม่น้ำโขง งามหลายๆ

โรแมนติกขนาดดดดดด

เอ๊าๆ เอื้อย อ้าย หมู่เฮามากินมาหลิ้นหนำกัน มาม่วนกันหลายๆ
ทริปหลวงพระบางสโลว์ไลฟ์ 4 วัน 3 คืน เด้ออออ

人生短暂,为什么不开心地度过呢?
ช่วงเวลาในชีวิตเรามันสั้นนัก ทำไมไม่ทำให้ตัวเองมีความสุขล่ะ?

อวานี พลัส หลวงพระบาง เป็นโรงแรมน้องใหม่ในหลวงพระบางครับ

ครั้งแรกที่เห็นคือเมื่อหลายเดือนก่อนตอนมาทำงานที่หลวงพระบาง ตอนนั้นยังเข้าใจว่าน่าจะเป็นอาคารอนุรักษ์เพื่อใช้จัดแสดงงานของทางการหลวงพระบาง
แต่เมื่อเดินผ่านถึงได้รู้ว่านี่คือ “โรงแรม”ครับ
อวานี พลัส หลวงพระบางเป็นโรงแรมบูทีคที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง

สิ่งที่โดดเด่นเลยคือทำเลครับ เพราะว่าไม่ไกลจากแม่น้ำโขง สามารถเดินไปเที่ยวชมพระราชวังเดิม แล้วก็เดินไปเที่ยวตลาดกลางคืนได้ครับ

ทั้งยังมีความสง่างามด้วยสถาปัตยกรรมนีโอคลาสสิคร่วมสมัยในแบบฉบับของฝรั่งเศส ที่ดูแล้วก็กลมกลืนไปกับย่านประวัติศาสตร์โดยรอบของเมืองหลวงพระบาง เมืองมรดกโลกแห่งนี้ครับ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและสำรองห้องพักได้ที่
www.avanihotels.com/luang-prabang

HILIGHT

ไฮไลท์ของเราในครั้งนี้ก็เห็นจะเป็นการล่องเรือชมพระอาทิตย์ตกดินกลางแม่น้ำโขงครับ จากนั้นก็มาใช้ชีวิตพักผ่อนที่โรงแรมแบบ สโลว์ไลฟ์ ปล่อยให้เข็มนาฬิกาทำหน้าที่ของมันไป เราก็ใช้ชีวิตในแบบของเราเพื่อให้สมกับเป็นทริปพักผ่อนที่แท้จริง อยากจะอยู่นิ่งๆ เพื่อที่จะสำรวจความเป็นไปของจิตใจ ควบคู่ไปกับการท่องเที่ยวเพลิดเพลินใจไปกับศิลปวัฒนธรรมและสถานที่ท่องเที่ยวแปลกใหม่ในหลวงพระบางครับ

ตอนนี้หลวงพระบางมีไฟล์ทบินตรงมาลงที่นี่เยอะเลยนะครับ ก็เลือกได้เลยแล้วแต่สะดวก ถ้าเป็นของไทยก็มีทั้ง bangkokairways Thai Airways หรือจะเป็น AirAsia แอร์เอเชียก็ได้ครับ แต่ดูเหมือนว่าแอร์เอเชียไฟลท์ไทม์อาจจะไม่ค่อยดีนัก เพราะว่ามาถึงเอาก็ช่วงบ่ายกว่าๆ แล้วครับ อาจจะทำให้เที่ยวได้ไม่เต็มที่นัก ส่วนขากลับยังดีที่เป็นไฟลท์เย็น แต่ด้วยข้อจำกัดเรื่องราคาก็ดูเหมือนจะเป็นตัวเลือกที่ดีพอสมควรนะครับใช้เวลาบินประมาณชั่วโมงนิดๆ ก็มาถึงที่เมืองหลวงพระบางแล้วครับ

ก่อนออกจากสนามบินอย่าลืมซื้อซิมให้เรียบร้อยเพราะว่าที่นี่สัญญาณมือถือดี 4G LTE ทั่วถึงครับ มีหลายเจ้าให้เลือกแต่ที่โดดเด่นก็เห็นจะเป็นของลาวโทรคมครับ มีคนต่อคิวเปลี่ยนซิมกันเยอะเลย ราคาไม่แพงด้วยครับประมาณ 100 กว่าบาทเท่านั้น จากนั้นก็เดินไปขึ้นรถลิมูซีนของทางโรงแรมที่เข้ามารอรับถึงในเทอมินัลเพื่อที่จะไปเช็คอินกันก่อนที่โรงแรมอวานี พลัส หลวงพระบางครับ

รถที่มารับนั้นเป็นรถใหม่เลยทีเดียวครับ สังเกตได้ว่าพลาสติกหุ้มยังไม่ได้เอาออกเลยครับ อ๊ะ!! แซวๆ พี่คนขับรถแจกผ้าเย็นแล้วก็น้ำดื่มขวดเล็กๆ ให้จิบชื่นใจระหว่างเดินทางครับ ใช้เวลาจากสนามบินไปโรงแรมประมาณไม่ถึง 10 นาทีครับ

เมื่อมาถึงโรงแรมอวานี พลัส หลวงพระบาง ผมก็ได้พบกับสัมผัสแรกแห่งความประทับใจ นั่นคือรายละเอียดในการตกแต่งล็อบบี้เพื่อที่จะรอทำการเช็กอินครับ

ดูเหมือนว่าสถาปนิกนั้นให้ความสำคัญกับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่จะสร้างความพิเศษมากขึ้น และที่สำคัญก็คือการดึงเอาอัตลักษณ์ของชาวหลวงพระบางมาประยุกต์ออกแบบให้มีความร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น

เมื่อได้คีย์การ์ดผมก็ขอเดินมาสำรวจโรงแรมก่อนที่จะเข้าห้องนะครับ

สิ่งที่โดดเด่นที่เราเห็นเลยก็คือสระว่ายน้ำพร้อมกับต้นไม้ขนาดใหญ่ขนาดหลายคนโอบที่ตั้งตระหง่านรอทักทายแขกผู้เข้าพักทุกคนอยู่บริเวณริมสระนะครับ ต้นไม้น่าจะอายุเป็น 100 ปีแล้ว

จึงทำให้ที่นี่มีความร่มรื่น เรียบง่ายและสงบเงียบดีครับ เพราะดูจากอาคารที่พักก็ไม่ใช่เป็นลักษณะของซิตี้โฮเทล เนื่องจากข้อจำกัดเรื่องของทำเลที่ตั้งทำให้ไม่สามารถสร้างอาคารสูงเกินที่ทางการกำหนดได้ แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือเรื่องของดีไซน์ครับ จะเห็นว่าการจัดวางผังโรงแรมเป็นไปอย่างเรียบง่าย สะท้อนตัวตนของ คนหลวงพระบางที่มีชีวิตเรียบเรียบง่าย ใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ทำให้การพักผ่อนที่อวานี พลัส หลวงพระบาง ดูน่าสนใจตั้งแต่เมื่อมาถึงเลยล่ะครับ

ห้องพักของอวานี พลัส หลวงพระบาง มีอยู่ 3 type ด้วยกันนะครับ ก็คือ deluxe เป็นห้องพักระดับเริ่มต้นเน้นวิวสวนให้ความเป็นส่วนตัวได้เป็นอย่างดีครับ อีกแบบคือ deluxe pool view ครับ ซึ่งก็จะได้วิวของฝั่งสระว่ายน้ำ ส่วนที่เหนือระดับขึ้นมาก็คือเอาอวานี สวีท เป็นห้องพักขนาดใหญ่ แต่ว่าเรามาคนเดียวนะครับ ดังนั้นก็เลือกเป็นแบบ deluxe pool view ก็พอ

เมื่อเข้ามาในห้องก็ได้สัมผัสถึงการตกแต่งที่เรียบง่าย ผมรู้สึกว่าที่นี่ตกแต่งสไตล์มินิมอลล์มากๆ ครับมีความเรียบหรู โดดเด่นด้วยประตูบานเกล็ดไม้แบบฝรั่งเศสที่เปิดไปสู่ระเบียงที่มีวิวของห้องเราเป็นวิวสระว่ายน้ำนะครับ ภายในห้องตกแต่งด้วยไม้เป็นหลักครับส่งให้ห้องดูเรียบและหรูมากๆ เลยครับ

แดดร่มลมตกเราก็ไปเดินชมเมืองหลวงพระบางกันหน่อยครับ อย่างที่ทราบกันดีว่าหลวงพระบางนั้นเป็นเมืองมรดกโลกครับ มีเรื่องราวให้ชวนนึกถึงอดีตมากมายเลยทีเดียว แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือการรับเอาอิทธิพลของฝรั่งเศสเข้ามาหลังจากที่หลุดพ้นการปกครอง เราก็ยังเห็นร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่ซ่อนตัวอยู่มากมายในหลายจุดครับ

เราเดินชมบ้านชมเมืองดูวิถีชีวิตดูผู้คนไปเพลินๆ เนื่องด้วยโรงแรมที่เราพักอยู่ใจกลางเมือง ดังนั้นการจะเดินเล่นไปตามแลนด์มาร์คต่างๆ ก็ถือว่าทำได้อย่างสบายๆ ไม่ต้องรีบร้อน ระยะทางก็ไม่ไกลสามารถเดินไปได้ทั่ว ถ้าเหนื่อยนักก็พักนั่งริมแม่น้ำโขงเพื่อที่มองดูสายน้ำที่ไหลไปเรื่อยๆ แบบไม่มีวันหวนกลับ แต่ดูเหมือนว่าช่วงนี้น้ำจะขุ่นนิดหนึ่งนะครับเพราะว่าฝนเพิ่งจะหยุดตกไป

วันแรกของการพักผ่อนก็เป็นไปอย่างเรียบง่ายก่อนที่จะไปทำกิจกรรมนอกเมืองหลวงพระบางกันในวันต่อๆ ไป

เย็นนี้ผมเลือกดินเนอร์ในห้องอาหารในโรงแรมนะครับเป็นห้องอาหารชื่อ Main street Bar and Grill ซึ่งชื่อก็บอกแล้วว่าติดถนนใหญ่ ก็เปิดให้กับผู้ที่มาเดินบริเวณตลาดมืดหรือว่าถนนคนเดินเนี่ยให้เข้ามาแวะทานอาหารได้ตลอดทั้งวันนะครับ มีด้วยกันสองชั้นอาหารที่จะเสิร์ฟเป็นลักษณะของบิสโตรครับทั้งแบบดั้งเดิมแล้วก็อาหารพื้นบ้านของพี่น้องคนลาวด้วยแล้ว

ตอนนี้ขึ้นมานั่งดื่มที่บาร์ชั้นบน มีเครื่องดื่มที่น่าสนใจหลายตัวครับ โดยเฉพาะ “เพชรหลวงพระบาง” ที่เป็น “Signatue Drink” ของที่นี่เลยครับ

ใช้เวลากินดื่มแล้วก็นั่งมองดูผู้คนที่ผ่านไปมาบริเวณด้านหน้าร้านอาหารอยู่สักพัก ก็ได้เวลาเข้าห้องไปพักผ่อนกันก่อนนะครับ กลับเข้าห้องพักมา แม่บ้านเทิร์นดาวน์เตียงให้เรียบร้อยพร้อมกับมีเป็ดน้อยมาวางไว้ให้บนเตียง แถมย่ามให้อีก 1 ใบ ดีเลย พรุ่งนี้จะได้สะพายย่ามเข้าวัด

พรุ่งนี้เช้าเรามีกิจกรรมสำคัญนั่นคือการใส่บาตรข้าวเหนียว (ซึ่งต้องตื่นเช้าพอสมควร) คืนนี้ก็นอนพักผ่อนอยู่ในโรงแรมอวานี พลัส หลวงพระบาง

ท่ามกลางความวุ่นวายยังมีความสงบที่เกิดขึ้นในใจ เป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ประมาณ 20 – 30 นาทีก่อนนอน ลองหยิบหนังสือหรือนิตยสารที่เราสนใจขึ้นมาอ่านซักเล่มครับ ก็จะทำให้การพักผ่อนในคืนนี้เป็นไปด้วยความสุข นอนหลับฝันดี

เช้ามาประมาณตี 5.45 ครับ ได้เวลาใส่บาตรข้าวเหนียวซึ่งเป็นกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวรวมถึงคนท้องถิ่นนั้นนิยมทำกันครับ ก็ถือเป็นการเริ่มต้นเอาฤกษ์เอาชัย หลังจากที่เรามาเที่ยวเมืองหลวงพระบางนะครับ เป็นการใส่บาตรข้าวเหนียวที่นั่งเรียงรายลงกับพื้นครับ ส่วนที่โรงแรมอวานี พลัส หลวงพระบาง เราสามารถที่จะใส่บาตรข้าวเหนียวได้บริเวณหน้าโรงแรมเลยครับ จะมีพระท่านเดินบิณฑบาตผ่านมารับบาตร เริ่มต้นทริปก็ทำบุญกันก่อนเลยครับ

แต่ว่าจำนวนพระภิกษุที่มารับบาตรอาจจะไม่มากนักถ้าเทียบกับถนนเส้นหลักที่มีพระและสามเณรจำนวนหลาย 10 วัดเดินเรียงรายกันเข้ามารับบาตรจากญาติโยม ซึ่งเป็นภาพที่เราไม่ค่อยจะพบเห็นนัก และกลายเป็นเอกลักษณ์ของหลวงพระบางไปเสียแล้วครับ

การใส่บาตรที่หลวงพระบางโดยปกติจะใส่เพียงข้าวเหนียวอย่างเดียว ส่วนสำหรับกับข้าว ข้าวบ้านจะนำออกไปถวายที่วัด เรียกว่า “ถวายจังหัน” ครับ

เสร็จสิ้นจากภารกิจบุญเราก็มาเติมพลังในเช้าวันนี้กันที่ “ร้านกาแฟประชานิยม” ครับ ซึ่งก็สมชื่อนะครับเพราะว่าผู้คนนิยมมารับประทานอาหารเช้ากันที่นี่กันเยอะมาก ทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว ที่นี่เป็นร้านกาแฟขนาดไม่ใหญ่ครับแต่ว่าผู้คนนั้นเยอะแยะมากมายตลอดช่วงเช้า

มีกาแฟลาวโบราณ มีชาร้อน โอวัลติน แล้วก็มีปาท่องโก๋ครับ ซึ่งราคาก็ไม่ได้แพงเลย นอกจากนี้ยังมีเฝอลาวมีก๋วยเตี๋ยวและก็มีขนมปังฝรั่งเศสไส้ต่างๆให้เราได้เลือกทานด้วยครับ ก็ถือเป็นซิกเนเจอร์อีกอย่างที่จะต้องมาเช็กอินแล้วถ่ายรูปกันเมื่อเรามาเที่ยวที่หลวงพระบางครับ

ผมใช้วิธีการทานเช้าที่ร้านประชานิยมก่อน จากนั้นค่อยเดินเล่นย้อยอาหารกันที่ตลาดเช้านะครั บเพราะว่าจะได้สวนทางกับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ที่มักจะนิยมมาเดินตลาดเช้าก่อน แล้วค่อยไปทานกาแฟ

ด้วยเวลาที่ยังมีมากพอสมควรในเช้าวันนี้ก็ทำให้เราเดินช้อปปิ้งด้วยสายตา มองดูวิถีชีวิตผู้คนของชาวหลวงพระบางที่มาจับจ่ายใช้สอยกันที่ตลาดมีทั้งของกิน ของใช้ ของแต่งบ้าน สมุนไพร วัตถุดิบ รวมไปถึงของฝากเสื้อผ้าก็มีมากมายครับ

เสร็จจากตลาดเช้าเราก็เดินเท้ากลับโรงแรมครับเพราะว่าโรงแรมกับตลาดเช้าอยู่ไม่ไกลกันใช้เวลาประมาณ 5 นาทีก็ถึงครับ เพื่อที่จะไปเอาจักรยานที่โรงแรมมีให้ยืมฟรีติดต่อที่รีเซฟชั่นได้เลยครับ จากนั้น เราก็ปั่นจักรยานเที่ยวในหลวงพระบางกันต่อ

จุดหมายแรกที่เราจะไปถือเป็นแลนด์มาร์คที่สำคัญของเมืองหลวงพระบางนะครับ ก็คือที่ “วัดเชียงทอง” ตั้งอยู่บนถนนโพธิสารราช ริมแม่น้ำโขงครับ

วัดเชียงทองถือเป็นวัดที่สำคัญและสวยงามที่สุดของเมืองหลวงพระบางเป็นสถาปัตยกรรมแบบล้านช้างมีพระอุโบสถที่คนลาวเค้าเรียกกันว่า “สิม” ครับเป็นพระอุโบสถที่มีหลังคาแอนโค้งลาดต่ำลงมาซ้อนกันอยู่ 3 ชั้น นี่เป็นศิลปะแห่งหลวงพระบางขนานแท้และดั้งเดิมครับ ส่วนถ้าจะดูลำดับชั้นของวัดก็ให้ดูที่ช่อฟ้ากลับถ้ามี 17 ช่อก็แปลว่าเป็นวัดที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้าง

ส่วนพระประธานภายในพระอุโบสถ ชาวลาวเรียกว่า “พระองค์หลวง” ครับ ภายในประดับตกแต่งด้วยสีทองงดงามอร่ามตา

และที่สำคัญสำหรับทริปนี้คือเราได้มากราบ “องค์พระบาง”ครับ ซึ่งตุ๊ที่ดูแลวัดนั้นท่านเมตตาเปิดให้เราเข้าไปสักการะเป็นกรณีพิเศษนะครับ ก็ถือเป็นบุญอย่างยิ่ง หลังจากที่มาหลวงพระบางหลายครั้งก็ไม่เคยเห็นพระบางของจริงเลยครับ

ไฮไลท์อีกอย่างก็คือการถ่ายรูปกับหน้าต่างที่มีองค์พระบางจำลองครับ เป็นผนังด้านข้างนั้นซึ่งมีจิตรกรรมกระจกสีซึ่งถือเป็นไฮไลท์ของวัดเชียงทองและเป็นสัญลักษณ์ของเมืองหลวงพระบางด้วยครับ ตอนหลังเราจะเห็นนักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูปกับหน้าต่างนี้กันมากขึ้นเพราะว่าความสวยงามของกระจกสีที่ประดับตกแต่งนั่นเองครับ

ผมใช้เวลาครึ่งวันเช้ากับการเดินสายปั่นจักรยานไหว้พระบริเวณใจกลางเมืองหลวงพระบางนะครับ ส่วนมื้อเที่ยงเราไปฝากท้องกันที่ร้าน Manda de Laos เป็นการทานข้าวท่ามกลางสระบัว

ที่นี่เป็นร้านอาหารสไตล์บิสโทรร่วมสมัยครับที่ตั้งอยู่ใจกลางหลวงพระบางบรรยากาศโดยรอบนั้นสระบัวแบะต้นไม้น้อยใหญ่ครับ ที่สำคัญร้านนี้ผู้จัดการร้านชาวลียง ลงมาทำลาบถึงที่โต๊ะให้เราได้ทานกันเลยครับ

ร้าน Manda de Laos เป็นร้านอาหารที่สวยงามและกลายเป็นเช็กอินแห่งใหม่ที่ใครมาหลวงพระบางต้องแวะนะครับ นอกจากความสวยงามของสถานที่ผู้จัดการร้านชาวฝรั่งเศสที่หน้าตาดีแล้ว อาหารก็รสชาติอร่อยไม่แพ้กันครับ ไม่ว่าจะเป็นไส้อั่ว เฝอลาว ลาบหมู หรือจะเป็นเมี่ยงคำ หรือว่าจะเป็นตำหลวงพระบาง อาหารสามารถสั่งเชฟได้ครับว่า อยากจะได้รสแบบดั้งเดิมหรือว่ารสชาติประยุกต์สำหรับนักท่องเที่ยว แต่ราคาอาจจะสูงไปสักนิดนะครับ กินมื้อนึงหมดไปเกือบล้านครับ!!

ปั่นจักรยานกันไปต่อที่ Ock Pop Tok ครับ เคยได้ยินชื่อครั้งแรกจากแมกกาซีนของฝรั่ง “ออก พบ ตก” เป็นร้านผ้าทอมือที่มีดีไซน์ร่วมสมัยครับ

คำว่า ออก พบ ตก มีความหมายว่า East meet West เป็นกิจการเพื่อสังคมครับ ก่อตั้งโดยช่างภาพสาวชาวอังกฤษมิสโจแอนนา สมิท กับหญิงสาวชาวลาวก็คือคุณแววมณี ดวงมาลาครับ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการทอผ้า การมัดย้อม การทำผ้าไหมโดยใช้วิธีการทางธรรมชาติ ทั้งคู่ก็จับมือกันร่วมกันพัฒนาเป็น living craft center ครับ

ที่ Ock Pop Tok มีสินค้าหลักคือผ้าทอมือครับแล้วก็มีโรงเรียนสอนทอผ้าให้กับนักท่องเที่ยวด้วย มีแกลอรี่ มีโรงทอผ้า มีที่พัก แล้วมีร้านอาหารร้านกาแฟในตัวด้วยครับ ผมชอบแนวคิดแบบนี้ที่เป็นการสร้างรายได้ให้กับคนในท้องถิ่นเพื่อผลิตผลที่มีคุณภาพสูงครับ และที่สำคัญคือสร้างความสุขให้เกิดขึ้นกับทุกๆ คน ผมยังได้กระเป๋าโทลที่ทอจากผ้าฝ้ายมาใบนึงครับราคาถือว่าสูงใช้ได้แต่เมื่อคิดกลับไปถึงการได้ช่วยเหลือชุมชนผู้คนและช่วยกันอนุรักษ์งานฝีมือเช่นนี้ให้คงอยู่ก็ถือว่าสมราคาครับ

บ่ายแก่ๆ อากาศจะเริ่มร้อนครับ แม้ว่าหลวงพระบางจะเข้าสู่หน้าหนาวก็ แต่ตามกลางวันถึงบ่ายอาจจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะกับการพักใช้ชีวิตอยู่แต่ในโรงแรมครับ อาจจะแช่น้ำสบายๆ ในสระ สั่งเครื่องดื่มจากพูลบาร์มาจิบเบาๆ พร้อมกับฟังเพลงหรืออ่านหนังสือริมสระครับ

ผมหยิบหนังสือที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของลาวมาจากในห้องพักติดมาที่สระว่ายน้ำครับ แล้วก็มานั่งพักผ่อนอยู่ริมสระน้ำสักพักพนักงานก็นำน้ำดื่มมาให้เป็นอินฟิวส์มะนาวครับ ก็ช่วยคลายร้อนได้เป็นอย่างดี แก้วนี้ไม่มีค่าใช้จ่ายนะครับ แต่หากอยากจะดื่มอะไรเพิ่มสามารถเลือกได้จาก drink lists ขอที่พนักงานก็ได้ครับ

ราว 4 โมงผมจองเรือของ “แม่โขง คิงดอมส์” Mekong Kingdoms เอาไว้ครับ มีเค้าท์เตอร์อยู่ในโรงแรมเลย ก็กะว่าจะไปชมไฮไลท์ของหลวงพระบาง นั่นก็คือพระอาทิตย์ตกกลางแม่น้ำโขงครับ ใช้เวลาล่องเรือประมาณชั่วโมงนิดๆ เราก็จะไปจอดเรืออยู่ในเวิ้งน้ำที่กว้างและเป็นมุมที่ดีสำหรับการชมพระอาทิตย์ตกดินที่นี่ ถ้าใครมากันเป็นคู่ก็ดูเหมือนจะเป็นบรรยากาศที่โรแมนติกไม่น้อยครับ

บนเรือก็จะมีเสิร์ฟเครื่องดื่มแล้วก็ขนมให้ทานระหว่างที่ล่องเรือนะครับ บรรยากาศพูดคุยกันก็สนุกสนานดี ส่วนตอนขากลับก็จะมีทาปัส มีคอคเทลแล้วก็มีสลัดเสิร์ฟด้วยครับ ส่วนใครอยากจะสั่งไวน์มาดื่มด้วยก็มีบริการบนเรือครับ นับเป็นช่วงเวลาที่เพลินตาเพลินใจเราสามารถปล่อยอารมณ์ไปกับสองฟากฝั่งของแม่น้ำโขง ชมธรรมชาติความงามท่ามกลางคนที่เรารักก็มีความสุขดีไม่น้อยครับ

ตกค่ำเราเปลี่ยนบรรยากาศไปที่ร้านกินดื่มสไตล์หลวงพระบางครับ ว่ากันว่าถ้ามาถึงเมืองลาวแล้วยังไม่ได้ “ดื่มเบียร์ลาว” ก็ดูเหมือนว่าจะยังมาไม่ถึงนะครับ

ก็เลยต้องไปที่ “ร้านสตาร์เบียร์” (สะตาร์เบย) เป็นร้านนั่งกินดื่มมีไลฟ์แบรนด์ที่ร้องเพลงไทยได้ทุกเพลงที่กำลังดังดังอยู่ในบ้านเราตอนนี้ครับ และที่สำคัญก็คือต้องสั่งเบียร์ลาวมาดื่ม ที่นี่เบียร์ลาวราคาถูกมากเลยนะครับ แถมยังมีโปรโมชั่นแล้วแต่วันแ ล้วแต่ร้านด้วย ไม่ว่าจะเป็นซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง หรือถ้ามาช่วงสี่ทุ่มซื้อ 10 ขวดแถม 10 ขวด ถ้าโต๊ะไหนมีผู้หญิงกี่คนก็แจกเบียร์กันไปเท่าจำนวนเลดี้เลยครับ ถือเป็นการทำการตลาดที่ดุเดือดและหนักหน่วง พอสมควรบรรยากาศที่ร้านนี้ก็สบายๆ ครับ แทบจะไม่เห็นเบียร์ยี่ห้ออื่นที่ตั้งบนโต๊ะเลยนอกจากเบียร์ลาวเท่านั้นครับ

ร้านอาหารกึ่งผับที่นี่จะปิดราวเกือบเที่ยงคืนนะครับ จากนั้นคนก็จะมูฟมาต่อกันที “ร้านเย็นสบาย” เป็นห้องแถวคูหาเล็กๆ ไฟสีบานเย็นฟ้าเป็นคู่สีที่ตัดกันได้อย่างลงตัวยั่วยวนให้เราได้เข้าไปนั่งพูดคุยกัน สังเกตว่าในช่วงประมาณสี่ทุ่มจะเต็มไปด้วยฝรั่งครับ พอหลังเที่ยงคืนก็จะเริ่มมีคนท้องที่มานั่งดื่มต่อที่นี่ หลักๆก็หนีไม่พ้นเสั่งบียร์ลาวเช่นเคยครับ ที่ร้านนี้ปิดค่อนข้างดึกนะครับประมาณตี 3 ได้ ใครมานั่งร้านเย็นสบาย อย่าลืมเดินข้ามฝั่งไปสั่งหมาล่าและเห็ดย่างมาแกล้มเบียร์ด้วยนะครับ

มื้อเช้าที่โรงแรม อวานี พลัส หลวงพระบาง มีเมนูตามสั่งด้วยนะครับ พนักงานแนะนำว่าถ้ามาถึงที่โรงแรมนี้ต้องสั่ง “เฝอควย” ครับ!!

ผมไม่ได้พิมพ์ผิดนะครับ เพราะว่าพนักงานออกเสียงเช่นนี้ จริงๆ ฟังทีแรกก็ตกใจเล็กน้อย แต่ก็เอาวะ ด้วยความอยากรู้ แต่เมื่อมาเสิร์ฟตรงหน้าก็ถึงกับถอนหายใจ เมื่อได้รู้ว่าอ๋อออออ คือ “เฝอควาย” ครับ

ไลน์อาหารที่นี่อาจจะไม่ได้เยอะแต่ก็ถือว่าครบครันทั้งอาหารอินเตอร์คอลติเนนทัลบุฟเฟ่ต์ รวมไปถึงอาหารท้องถิ่นครับ และมีเมนู alacart ให้สั่งด้วยถ้าอยากจะลอง Eggs Benedict ซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ของที่นี่ก็สั่งได้ครับ

ผมว่าโทสนั้นหอมมากๆเลย ดูเหมือนว่าที่นี่น่าจะขึ้นชื่อในเรื่องของขนมปังเบเกอรี่และของหวานครับผมรู้สึกว่าตัวเองทานของหวานมากกว่าของคาวเสียอีกเพราะว่าหยิบจับอันไหนก็ดูจะอร่อยไปเสียหมดครับ

หลังจากที่อร่อยเต็มคราบกับมื้อเช้า เราก็ไปเดินเล่นกันต่อบริเวณโรงแรม ซึ่งมีแลนด์มาร์คสำคัญคือพระราชวังเดิมและพิพิธภัณฑ์ฑสถานแห่งชาติลาวครับ อยู่ในบริเวณรั้วเดียวกัน

ซึ่งถ้าใครมาเดินถนนคนเดินตอนกลางคืนก็อาจจะเห็นไม่ชัดหนึ่งเนื่องจากมีเต้นท์เป็นตั้งบังไว้นะครับ แต่ถ้ามาตอนกลางวันจะเป็นคนละบรรยากาศเลยครับ ที่นี่จะรวมเอาสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์เอาไว้ให้ได้ศึกษา รวมไปถึงฝั่งตรงข้ามเป็นพระธาตุพูสีครับสามารถที่จะเดินไปชมพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้าหรือพระอาทิตย์ตกยามเย็นก็ได้ครับ

ช่วงก่อนเที่ยงมีจองเรือไว้อยู่แล้วครับ เพราะว่ามาเมืองหลวงพระบางริมแม่น้ำโขงทั้งทีก็ต้องชมบรรยากาศของสองฝั่งนทีเพื่อที่จะดูวิถีชีวิตของคนที่นี่ครับ

เรือที่จองจะเป็นคนละเจ้าของกับลำเมื่อวานตอนเย็นนะครับ แล้วก็ล่องกันคนละเส้นทาง เพราะว่าเรือของ Nava Mekong นาวาแม่โขงจะลองไปทางถ้ำติ่งครับ เป็นเรือที่รวมอาหารกลางวันเอาไว้แล้ว เป็นอาหารสไตล์ลาวฟิวชั่นจะเสิร์ฟกันตอนขากลับครับ

ใช้เวลาล่องไปราว 1 ชั่วโมงครับ ระหว่างทางก็จะแวะบ้านช่างไห และบ้านผานมซึ่งเป็นชุมชนทำเหล้าพื้นบ้านและทอผ้า แวะกันราวๆ 15 นาทีก็เดินทางต่อครับ

สักพักเราก็ได้เห็นสะพานข้ามแม่น้ำแห่งใหม่ที่จะเชื่อมต่อลาวข้ามไปยังประเทศจีนครับกำลังเร่งก่อสร้างกันอยู่ในตอนนี้

ถ้ำติ่ง ที่เป็นแลนด์มาร์คที่สำคัญที่แห่งหนึ่งครับและเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่น่าจะต้องมาเที่ยวกัน

นักท่องเที่ยวที่มาจะต้องนั่งหรือมานะครับ เพราะว่าเป็นตั้มอยู่กลางแม่น้ำโขง

ถ้ำติ่ง (Tam Ting caves) หรือ ถ้ำปากอู(Pak Ou Caves) เป็นถ้ำที่ตั้งอยู่กลางภูเขาลูกใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนริมแม่น้ำโขง ฝั่งตรงข้ามบ้านปากอู จุดเชื่อมของแม่น้ำสองสาย คือแม่น้ำโขง และแม่น้ำอู มาบรรจบกัน จึงเป็นที่มาของ ชื่อ “ถ้าปากอู” ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองหลวงพระบาง ประมาณ 25 กิโลเมตร

มีลักษณะเป็นโพรงถ้ำตื่นๆ มีหินงอก หินย้อยเล็กน้อย เป็นถ้ำที่มีพระพุทธรูปจำนวนมากหลายขนาด ทำมาจากไม้ ดิน ปูน สัมฤทธิ์ฯ ส่วนใหญ่จะเป็นพระยืน มีทั้งปางประทานพร และปางห้ามญาติ เมื่อตอนค้นพบใหม่ๆ มีพระพุทธรูปจำนวนหนึ่งที่ทำด้วยเงิน และทองคำ แต่ถูกลอกออกไปหมด

นับแต่นั้นมา ถ้ำติ่งจึงเป็นถ้ำที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นพุทธสถานที่สำคัญมากของชาวลาว และชาวหลวงพระบาง โดยเฉพาะช่วงปีใหม่ลาว ทั้งเจ้ามหาชีวิตแห่งหลวงพระบางจะเสด็จไปยังถ้ำติ่ง พร้อมด้วยข้าราชบริพาร พระสงฆ์ ชาวเมืองหลวงพระบาง ประชาชนทั่วไปจะเดินทางไปสรงน้ำพระพุทธรูปที่ถ้ำติ่ง เพื่อเป็นมหามงคลแก่ชีวิตต่อไป

ลงจากเรือมาตอนบ่ายก็ยังพอมีเวลาครับ อย่าลืมว่ามาหลวงพระบางแล้วก็ต้องหา “ส้มตำหลวงพระบาง” ที่เป็นซิกเนเจอร์เนื่องจากการฝานเส้นมะละกอเป็นเส้นแบนๆ คล้ายก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ ตำคลุกเคล้ากับน้ำปลาร้าที่หอมยวนใจครับ

เราไปกับที่ร้าน “ติ๋ม แอนด์ หัม” หรือว่า “ส้มตำเจ๊ติ๋ม” ที่คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดีครับ ร้านนี้ถ้ามาช่วงเสาร์-อาทิตย์ต้องทำใจเพราะว่าคนเยอะมากกกกกกก ร้านมีโต๊ะไม่เยอะ เพราะมีหมอดูมาทักห้ามเจ๊ติ๋มขยายร้าน จึงทำให้อาจจะมีจำนวนที่นั่งและโต๊ะไม่พอ ต้องรอคิวนานนิดนึง

ส่วนคนตำนั้นมีเจ๊ติ๋มคนเดียวก็เลยต้องรอนานสักนิดหนึ่งครับ ดังนั้นถ้ามาช่วงติดเที่ยงต้องทำใจ เลี่ยงมาตอนบ่ายแบบผมดีกว่าครับ

มาทานส้มตำหลวงพระบางหรือใครจะทานเป็นแบบตำไทยไม่ใส่ปลาร้าก็ได้ แต่ที่เด็ดสุดต้องยกให้ไก่ทอดแล้วก็แหนมหมกครับ ส่วนตัวชอบร้านนี้มาก ไปทานที่อื่นก็ไม่อร่อยเท่า ถือว่ารสชาติเด็ดขาดมากนะครับ วัดได้จากน้ำปลาร้าที่ข้นคลั่กและการตักพริกทีละทัพพีผสมผสานไปกับผงชูรสชั้นดีทำให้ส้มตำจานนี้อร่อยเด็ดแซ่บยิ่งขึ้นครับ

เสร็จและเผ็ดจากร้านส้มตำก็ไปล้างปากกันต่อที่ร้านกาแฟโจมาครับ Joma Bakery Café เป็นร้านกาแฟที่มีชื่อเสียงมากของเมืองหลวงพระบาง อยู่ฝั่งตรงข้ามกับโรงแรมอวานีเลยครับ

สามารถที่จะเดินข้ามถนนไปสั่งกาแฟแล้วก็นั่งดูผู้คนที่ผ่านไปมาได้ ร้านนี้ขึ้นชื่อในเรื่องของเบเกอรี่ที่อบสดใหม่ทุกวัน (และที่สำคัญคือลดราคาในช่วงเย็นด้วยนะครับ) ถ้าหากมีเวลาก็แนะนำให้มานั่งเล่นร้านกาแฟโจมากัน 

จากร้านกาแฟโจมาเดินต่อไปอีกเล็กน้อยยังไม่เข้าโรงแรมนะครับ ก็จะพบกับตลาดมืดหรือว่าถนนคนเดิน ที่นี่ก็มีของขายเยอะมากๆ เลยครับ เป็นของพื้นบ้านจำพวกผ้าทอ เครื่องไม้ ผ้าบาติก ภาพแขวนผนัง เครื่องประดับเงิน หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากกระดาษสาครับ

ในย่านนี้ก็ยังมีร้านอาหาร ร้านกาแฟมากมาย จากรูปจะเห็นได้ว่าเบื้องหน้าเป็นตลาดฉากหลังของในย่านนี้ก็ยังมีร้านอาหาร ร้านกาแฟมากมาย จากรูปจะเห็นได้ว่าเบื้องหน้าเป็นตลาดฉากหลังของตลาดนั้นคือพระราชวังเดิมสีทองต้องแสงไฟครับ ซึ่งเราไปมาแล้วเมื่อช่วงเช้า แต่ว่าถึงมาชมในตอนค่ำก็ถือเป็นอีกความงดงามหนึ่งครับ

ใครจะถือโอกาสนี้ขึ้นพระธาตุพูสีไปชมพระอาทิตย์ตกก่อน ค่อยลงมาลุยถนนคนเดินก็เป็นไอเดียที่ดีนะครับ

เราก็ถือโอกาสฝากท้องมื้อค่ำที่ถนนคนเดินนี้ เลยกระซิบนิดนึงว่าหมูทอดจิ้มน้ำพริกและข้าวเหนียวในซอยข้างข้างโรงแรมอินดิโก้อร่อยมากๆเลยครับ

ก่อนนอนคืนนี้ผมมีคิวทำสปาเอาไว้ครับ ที่อวานีสปา

ส่วนตัวผมชอบการตกแต่งของสปาที่นี่นะครับดูมีความเรียบง่าย ชวนผ่อนคลาย สามารถพักผ่อนร่างกายและจิตใจที่นี่ได้ เน้นการกระตุ้น การรักษาสมดุล ความสงบและความบริสุทธิ์

ผมใช้เวลางีบ เอ๊ยยย!! ทำทรีตเมนต์ราวๆ ชั่วโมงครึ่งครับ

ตื่นเช้าเราลุกขึ้นมาจิบกาแฟ แล้วก็ชมธรรมชาติในโรงแรมกันก่อนที่จะเดินทางกลับช่วงเย็นนะครับ

ผมชอบ terrace ของห้องพักมากเลยครับเพราะมี daybed ที่ค่อนข้างกว้างสามารถที่จะนอนอ่านหนังสือที่หน้าห้องก็ได้หรือจะไปที่บริเวณสระว่ายน้ำก็ได้เช่นกัน แต่ผมชอบนั่งมองบรรยากาศด้วยความเป็นส่วนตัวภายในห้องครับ ก่อนที่จะลงไปทานอาหารเช้า

วันนี้ ผมยังต้องลุยกิจกรรมกันต่อก่อนที่จะกลับกรุงเทพซึ่งยังมีสถานที่น่าสนใจต้องไปกันอีก 2 จุดครับ

ผมชอบรูปนี้เพราะดูเหมือนเป็นรักสามเศร้าเราสองคนและหนึ่งควายครับ

สายๆ ผมอยู่ที่ ฟาร์มควาย ลาว บัฟฟาโล เดรี่ ที่นี่มีนักศึกษาสัตวแพทย์จากต่างชาติเข้ามาฝึกงานด้วยครับ

อย่างหนุ่มคนนี้ก็มาจากทางอเมริกาใต้และดูเหมือนว่าเค้าจะตกหลุมรักควายและประเทศลาวเข้า อย่างจังแล้วนะครับ

เช่นเดียวกับคุณซูซี่ มาร์ตินครับ เป็นคนออสเตรเลียเธอมาเที่ยวที่ลาวแล้วก็ตกหลุมรักประเทศนี้จึงตัดสินใจย้ายมาอยู่ที่นี่แล้วก็ก่อตั้งฟาร์มควายขึ้นครับ ได้มาดูงานที่ประเทศไทยด้วยนะครับ

ที่นี่ เป็นฟาร์มที่เลี้ยงควายแล้วก็มีกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวทำมากมายเลยครับ มีกระต่าย มีวัว มีปลามีไร่นาสวนผสมเล็กๆ

ส่วนตัวผมชอบระบบของการดูแลควายของที่นี่ครับ ทั้งการคำนึงเรื่องของสุขอนามัย ความเป็นระเบียบเรียบร้อ ยเรื่องของวิชาการการพัฒนาสายพันธุ์ควาย และที่สำคัญคือเรื่องของการสร้างรายได้ให้กับชุมชนผ่านรูปแบบต่างๆ ครับ ไม่ว่าจะเป็นการเช่าควายจากชาวลาวเอามารีดเป็นน้ำนม รวมไปถึงการให้คนในท้องที่มาเป็นพนักงานของที่นี่ครับ เพื่อที่จะสร้างผลิตภัณฑ์จากนมควายไม่ว่าจะเป็นชีส โยเกิร์ต ไอศครีมรสชาติต่างๆ ขนมเค้กแล้วก็ของทานเล่น เป็นไอเดียที่ดีครับ

เลยจากฟาร์มควายไปเป็นไม่ไกลนักเป็น “น้ำตกตาดกวางสี” ครับ ซึ่งถือว่าเป็นน้ำตกที่สวยงามที่สุดในหลวงพระบาง มีลักษณะเป็นน้ำตกหินปูนจำนวนสี่ชั้น

ที่สำคัญคือสีของน้ำครับมีสีเขียวมรกตงดงามมากจริงๆครับ มักจะมีนักท่องเที่ยวมาพักผ่อนหย่อนใจและเล่นน้ำกันที่นี่เป็นจำนวนมาก

เราจะเห็นว่าที่หลวงพระบางนั้นมีความงามของธรรมชาติที่แทรกตัวอยู่ควบคู่ไปกับวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมที่มีความเรียบง่ายไปเรื่อยๆ ครับ ไม่ต้องรีบ

ก็เลยทำให้หลายคนหลงเสน่ห์ในความเรียบง่ายของหลวงพระบางไปโดยปริยาย และกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่น่าสนใจ และอยากจะมาใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์กันที่นี่ครับ

ตลอด 4 วัน 3 คืนผมรู้สึกประทับใจกับบ้านพี่เมืองน้องของไทยอย่างหลวงพระบาง ประเทศลาวเป็นอย่างมากครับ และเชื่อว่าน่าจะมีการกลับมาเที่ยวในครั้งหน้าอีกแน่นอ

สะบายดี